การสอบสวนสาเหตุของการจม

ในวันที่ 18 เมษายน 1912 เรือคาร์พาเทียช่วยเหลือผู้โดยสารที่รอดชีวิตและได้นำศพผู้เสียชีวิตมาด้วย เรือมาถึงนิวยอร์กซึ่งมีคนและญาติทั้งผู้รอดชีวิตและเสียชีวิตมารอฟังข่าวภัยพิบัติครั้งร้ายแรงที่สุด จากการสอบสวนระบุว่า ในคืนที่ ไททานิคจมนั้น เรือแคลิเฟอร์เนีย อยู่ใกล้ที่สุดและมองเห็นพลุขอความช่วยเหลือ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ของเรือแคลิเฟอร์เนีย ให้การว่าในคืนเกิดเหตุไม่สามารถแล่นเรือได้ เนื่องจากถูกล้อมด้วยน้ำแข็ง

นอกจากนี้จากการสอบปากคำของผู้โดยสารที่รอดชีวิตระบุว่า ในขณะที่ไททานิคกำลังอัปบางได้เห็นเรือปริศนาลำหนึ่งลอยลำอยู่ใกล้ซึ่งบ้างก็เชื่อว่านั้นคือ เรือแคลิเฟอร์เนีย แต่ก็ไม่สามารถระบุเป็นหลักฐานที่แน่ชัด อีกทั้งการจมของเรือมีการระบุว่าช่วงที่เรือจมนั้น เรือได้แตกเป็น 2 ท่อนและยังเป็นที่ถกเถียงกันมากในขณะนั้น ซึ่งเชื่อว่าเรือจมลงไปทั้งลำ แต่ทีมสารคดีซึ่งในปัจจุบันลงไปสำรวจซากเรือไททานิคพบว่ามันแตกออกเป็น 2 ท่อนจริง โดยพบส่วนท้ายเรือห่างออกไปราว 200 เมตร

เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 1,500 คน นับเป็นภัยพิบัติครั้งร้ายแรงครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเดินเรือ สำหรับผู้รอดชีวิตอย่าง เจ. บรูซ อิสเมย์ หนึ่งในผู้รอดชีวิตซึ่งตัวเขาเองหลังจากการสอบสวนพบว่าช่วงหลัง ชีวิตเขาต้องล้มละลาย ถูกสังคมตราหน้าว่าเห็นแก่ตัวซึ่งการที่เขารอดมาได้เพราะแย่งที่นั่งผู้หญิงและเด็ก แต่อิสเมย์แจ้งว่าเขาได้ลงเรือชูชีพลำสุดท้ายและบริเวณนั้นไม่มีผู้หญิงและเด็กเหลืออยู่แล้ว  รวมถึง มอลลี บราวน์เธอแสดงบทบาทผู้นำโดยให้สั่งคนในเรือช่วยกันพายเรือมุ่งไปยังเรือคาร์เพเทีย และพยายามช่วยคนที่ตกน้ำ หลังจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ชีวิตของบราวน์ก็รุ่งเรืองขึ้น และได้รับการยกย่องความกล้าหาญของเธอจนได้รับรางวัลเกียรติยศ

ลำดับเหตุการณ์การชนและอัปบางของเรือตอนที่ 2

เวลา 01.00 น. ผู้โดยสารส่วนใหญ่เริ่มเชื่อว่าเรือกำลังจะจม ในขณะที่หัวเรือเริ่มจมน้ำจนมิดลำ พลุโดยสารถูกยิงขึ้นฟ้า เริ่มมีความวุ่ยวาย โดยเรือชูชีพถูกปล่อยแล้วจำนวน 2-3 ลำ

เวลา 01.15 น. น้ำท่วมหัวเรือจนมิดลำแล้ว เรือเริ่มเอียง พลุถูกยิงขึ้นฟ้ามากขึ้น จากการรายงานว่า เรือแคลิเฟอร์เนียเห็นแสงจากพลุแล้วแต่ไม่สามารถมาได้เนื่องจากถูกล้อมด้วยก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ ผู้โดยสารเริ่มตื่นตระหนกมากขึ้น

เวลา 01.25 น. น้ำเข้าท่วมหัวเรือจนถึงส่วนของทางเดินดาดฟ้าชั้นแรก กัปตันสมิท ตะโกนเรียกเรือชูชีพลำที่ 5 ซึ่งถูกปล่อยไม่นานให้กลับมาเนื่องจากจุผู้โดยสารน้อยเกินไป ความวุ่นวายทวีความรุนแรงขึ้นมากและเจ้าหน้าที่เริ่มใช้ปืนควบคุม ซึ่งเป็นช่วงที่นักดนตรีบรรเลิงเพลงเพื่อผ่อนคลายความเครียด

เวลา 01.40 น. น้ำเข้าท่วมบริเวณชั้น A ซึ่งระเบียงบนสุดของเรืออยู่สูงจากผิวน้ำเพียง 3 เมตรเท่านั้น แล้วเรือชูชีพถูกปล่อยจนหมด เจ้าหน้าที่ได้เตรียมเรือสำรองและลำเลียงผู้คนที่เหลือให้มากที่สุด

เวลา 01.55 น. น้ำท่วมถึงระเบียงชั้นบนสุดเรือเอียงมากขึ้น ในขณะที่เรือทั้งหมดถูกปล่อยออกไปแล้ว ผู้โดยสารตกค้างจำนวน 1,500 ชีวิตต่างหนีไปทางท้ายเรือ

เวลา 02.05 น. น้ำท่วมมิดห้องบังคับการเรือแล้วท่วมถึงปล่องควันที่ 1 แรงดันของน้ำทำให้ปล่องควันเกิดหักโค่นลงมา ผู้โดยสารหนีไปอยู่ท้ายเรือมากขึ้นและเรือเริ่มเอียงมากขึ้น บางคนกระโดดลงน้ำเพื่อว่ายไปยังเรือชูชีพ แต่อุณหภูมิน้ำติดลบทำให้คนที่กระโดดลงเรือหนาวตายก่อน

เวลา 02.18 น. เรือเอียงทำมุมเกือบ 45 องศา และระบบไฟฟ้าในห้องเครื่องขัดข้องทำให้ไฟดับจากนั้นแรงอัดของน้ำทำให้เรือหักเป็นสองท่อนจนถึงกระดูกงู การหักนี้ทำส่วนหัวเรือดึงส่วนท้ายให้จมเร็วขึ้น

เวลา 02.20 น. ไททานิคจมลงสู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ความลึกราว 4 กิโลเมตร ผู้โดยสารจำนวนมากลอยคออยู่ด้วยเสื้อชูชีพ แต่น้ำทะเลในขณะนั้นเย็นจัดจนติดลบ ทำให้มีผู้โดยสารเสียชีวิตทั้งหมด 1,500 คน

เวลา 03.00 น. เรือชูชีพสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตที่ลอยคอจากน้ำเย็นมาได้เพียง 13 คน จำนวนนี้เสียชีวิต 3 คน จากอาการตัวเย็นจัด

ลำดับเหตุการณ์การชนและอัปบางของเรือตอนที่ 1

วันที่ 14 เมษายน 1912 เวลา 22.00 น. วิทยุแจ้งเตือนครั้งสุดท้ายจาก เรืออาร์เอ็มเอสแคริเฟอร์เนีย ถึงภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ในเส้นทางของไททานิค ในขณะที่เรือ แคริเฟอร์เนีย ต้องหยุดเดินเรือเนื่องจากถูกล้อมด้วยก้อนน้ำแข็ง

เวลา 23.39 น. เจ้าหน้าที่เสากระโคงแจ้งว่าพบภูเขาน้ำแข็งอยู่ข้างหน้าเรือ เจ้าหน้าที่ได้เดินเครื่องถอยหลังและหันหัวเรือไปทางขวา แต่ด้วยความเร็วของเรือและหางเสือที่เล็กกว่าตัวเรือมาก เวลา 23.40 น. เรือชนกับภูเขาน้ำแข็งซึ่งทำให้เกิดรอยแผลยาวจนถึงห้องเครื่องที่ 5 จากการตรวจสอบระบุว่า เรือสามารถลอยลำอยู่ได้ถ้าส่วนหัวถูกน้ำท่วม 4 ห้องแรก ถ้าท่วมห้องเครื่องที่ 5 น้ำจะไหลท่วมเข้าที่ชั้น F และไหลเข้าสู่ชั้น E

เวลา 24.00 น. ของวันที่ 15 เมษายน 1912 น้ำเริ่มเข้าท่วมส่วนชั้น E ผู้โดยสารชั้นสามเริ่มได้ยินข่าวลือว่าเรือจะจมแต่ก็ไม่มีใครเชื่อ

เวลา 24.05 น. ส่วนหัวของเรือเริ่มเอียงน้ำเข้าท่วมมากขึ้นในชั้น E กัปตันเริ่มสั่งให้เจ้าหน้าที่เตรียมเรือชูชีพไว้และแจ้งผู้โดยสารชั้นหนึ่งก่อนแต่ก็ยังไม่มีใครออกมาเนื่องจากอากาศภายนอกติดลบ เวลาราว 24.15-24.20 น. วิทยุโทรเลขของไททานิคได้รับการตอบรับสัญญาณความช่วยเหลือจาก เรือคาร์พาเทีย ซึ่งอยู่ห่างจากไททานิคราว 200 กิโลเมตรโดยจะใช้เวลาราว 4 ชั่วโมงในการเดินทางมาถึงไททานิคแต่วิศวกรแจ้งว่า ไททานิค ยังลอยลำอยู่ได้ประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้น

เวลา 24.25-24.30 น. กัปตันแจ้งให้ผู้โดยสารชั้นหนึ่งอพยพโดยเรือลำแรกถูกปล่อย โดยให้ผู้โดยสารผู้หญิงและเด็กลงเรือชูชีพก่อน ซึ่งเรือชูชีพนั้นมีเพียง 20 ลำ เท่านั้นซึ่งน้อยกว่าจำนวนผู้โดยสารบนเรืออย่างมาก

 

การออกเดินทางครั้งแรกและครั้งสุดท้าย

  อาร์เอ็มเอสไททานิค ถูกปล่อยลงน้ำครั้งแรกในวันที่ 31 พฤษภาคม 1911 และมีเวลาในการต่อเติมส่วนต่างๆของเรือเป็นเวลา 1 ปี จนแล้วเสร็จในวันที่ 2 เมษายน 1912 และมีประกาศการจำหน่ายตั๋ว รวมถึงการโปรโมทความหรูหราต่างๆภายในตัวเรือซึ่งมีบุคคลสำคัญในสมัยนั้นร่วมออกเดินทางครั้งนี้ด้วย โดยการเดินเรือ จุดเริ่มต้นคือเมืองเซาท์แทมตัน ประเทศอังกฤษ เดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจุดหมายปลายทางคือ นครนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนใหญ่แล้วผู้โดยสารชั้นสามจุดมุ่งหมายของพวกเขาคือ การไปเริ่มต้นชีวิตใหม่

วันที่ 10 เมษายน 1912 เรือมีกำหนดออกเดินทางเวลา 12.00 น. ซึ่งเป็นเที่ยวปฐมฤกษ์ของเรือลำนี้โดยมีบุคคลสำคัญมากมาย เช่น เจ. บรูซ อิสเมย์ ผู้จัดการบริษัทไวท์สตาร์ไลน์, โทมัสแอนดรูวส์ วิศวกรผู้ออกแบบเรือ, เจ. พี มอร์แกน เจ้าของไวต์สตาร์ โดยมีกัปตัน เอ็ดเวิร์ด จอห์น สมิธ เป็นกัปตันเรือไททานิค ซึ่งเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของเขาก่อนเกษียณอายุ โดยมีผู้โดยสารทั้งหมด 2,200 ชีวิตบนเรือโดยเรือได้มุ่งหน้าแวะรับผู้โดยสารที่ เมืองแชร์บูร์ก ประเทศฝรั่งเศส

วันที่ 11 เมษายน 1912 เรือออกจากท่าเรือควีนส์ทาวน์ ไอร์แอลนด์ มุ่งหน้าไปยังนครนิวยอร์ก

วันที่ 12 -13 เมษายน 1912 เรือแล่นท่ามกลางอากาศปลอดโปร่ง ด้วยความเร็ว 22 น็อต ผู้โดยสารกำลังสนุกกับการชมเรือ และรื่นเริงกับความหรูหราของเรือ

วันที่ 14 เมษายน 1912 มีกำหนดการซ้อมลงเรือชูชีพ แต่กำหนดการนี้ถูกยกเลิกไป เวลาราวๆ 13.00 น. เจ้าหน้าที่วิทยุได้รับโทรเลขแจ้งเตือนเรื่องก้อนน้ำแข็งที่ขวางเส้นทางการเดินเรือ แต่เนื่องจากมีผู้โดยสารจำนวนมากทำให้เจ้าหน้าที่ส่งเรื่องถึงกัปตันสมิธล่าช้า จากการรายงานระบุว่ามีเรือที่ส่งโทรเลขแจ้งเรื่องภูเขาน้ำแข็งให้กับไททานิคถึง 7 ลำ ซึ่งเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของเรือก่อนจะชนกับภูเขาน้ำแข็ง

ส่วนประกอบภายในตัวเรือ จำนวนประเภทชั้นโดยสาร

  หลังจากที่ก่อสร้างแล้วเสร็จในวันที่ 2 เมษายน 1912 อาร์เอ็มเอสไททานิค ก็เตรียมตัวออกเดินทางในวันที่ 10 เมษายน 1912 ซึ่งตัวเรือสามารถบรรจุผู้โดยสารทั้งหมดได้ถึง 2,435 คน ตัวเรือมีความจำนวนทั้งหมด 9 ชั้นถูกแบ่งออกเป็นชั้นโดยสารทั้งหมด 3 ชั้นโดยสาร คือ ชั้นหนึ่ง, ชั้นสอง, ชั้นสาม ซึ่งแต่ละชั้นจะมีราคาโดยสารที่แตกต่างกัน

ชั้นหนึ่ง (First Class)ชั้นโดยสารนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือห้องธรรมดาและห้องชุดพิเศษ ซึ่งมีราคาโดยสารที่สูงมาก โดยจะเริ่มต้นที่ 26 ปอนด์ (ราว 122,000 บาทในปัจจุบัน) จนถึงมีราคาที่ถูกซื้อแพงที่สุดคือ 512 ปอนด์ หรือ 2.4 ล้านบาทในปัจจุบัน โดยครอบครัวเศรษฐี ซึ่งผู้โดยสารชั้นนี้ส่วนมากแล้วจะเป็นนักธุรกิจเหมืองแร่ ผู้โดยสารสังคมชั้นสูง รวมถึงเชื้อราชวงศ์ บริเวณของผู้โดยสารชั้นหนึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในชั้น A , B , C, D และบางส่วนของชั้น Eภายในถูกออกแบบอย่างหรูหรา ห้องพักที่ถูกออกแบบหลายสไตล์ ห้องทานอาหารพร้อมวงดนตรีไวโอลีน ห้องออกกำลังกาย รวมถึงพื้นที่พักผ่อนสำหรับผู้โดยสารชั้นหนึ่งโดยเฉพาะ

ชั้นสอง (Second class) ในชั้นโดยสารนี้จะอยู่บริเวณชั้น E ซึ่งมีราคาเริ่มต้นที่ 10-16 ปอนด์หรือ 49,500-75,000 บาทในปัจจุบัน โดยภายในจะเป็นเหมือนโรงแรมระดับ 5 ดาว มีห้องพักหรูมีสภาพไม่อึดอัดมีเฟอร์นิเจอร์หรูในสมัยนั้น รวมถึงถูกแบ่งมีห้องนั่งเล่นส่วนตัวขึ้นอยู่กับราคาตั๋ว โดยผู้โดยสารชั้นนี้ส่วนใหญ่จะเป็น นักธุรกิจขนาดเล็ก , พนักงานบริษัท , ข้าราชการ เป็นต้น

ชั้นสาม (Third class) เป็นชั้นโดยสารที่มีราคาตั๋วถูกที่สุด ซึ่งราคาตั๋วจะมีราคาที่แตกต่างกันไปโดยส่วนมากจะอยู่ที่ 3-9 ปอนด์ หรือราว 14,900-42,000 บาท ซึ่งถือว่าถูกที่สุดในตอนนั้น ชั้นสามจะถูกบริเวณชั้น F และ G ซึ่งเกือบอยู่ใต้ท้องเรือ ผู้โยสารชั้นนี้จะถูกจำกัดสิทธิ์ต่างๆมากมาย ทั้งในการใช้ลิฟต์รวมถึงการขึ้นดาดฟ้าเรือรวมถึงห้องนอนที่แคบและต้องนอนร่วมกับผู้โดยสารคนอื่นๆ ซึ่งห้องนอนที่ถูกที่สุดจะอยู่บริเวณท้ายเรือ

จุดเริ่มของเรือที่ไม่มีวันจม RMS TITANIC

  เรืออาร์เอ็มเอส ไททานิค เรือเดินสมุทรที่มีความหรูหราที่สุดในยุคนั้นและเป็นเรือสำราญที่มีความทรงจำต่างๆของผู้คนจนถึงปัจจุบันแม้ว่าจะผ่านมากว่า 100 ปีแล้วแต่เรื่องเล่าของโศกนาฏกรรมทางทะเลที่เลวร้ายที่สุดอีกเหตุการณ์หนึ่ง โดยก่อนจะเกิดเหตุการณ์เรือจมที่โด่งดังที่สุดนั้น เรือลำนี้ถูกสร้างขึ้นมาและตกแต่งราวกับราชวังเพื่อให้โดยสารมากมายในยุคนั้น

เรืออาร์เอ็มเอส ไททานิค(RMS TITANIC) เป็นเรือใน 3 ลำที่บริษัทไวท์สตาร์ไลน์ บริษัทต่อเรือและออกแบบเรือที่โด่งดังที่สุดในสมัยนั้น โดยบริษัทได้คิดโปรเจคดังกล่าวขึ้นมาโดยลำแรกถูกต่อขึ้นที่อู่ต่อเรือเมืองลิเวอร์พู ประเทศอังกฤษ ซึ่งมีชื่อว่า อาร์เอ็มเอส โอลิมปิก โดยออกเดินเรือในปี 1910 ต่อมาทางบริษัทได้ต่อเรือไททานิคขึ้นที่อู่ต่อเรือเมือง ลิเวอร์พู เช่นกันโดยการออกแบบของ โทมัสแอนดรูว์ นักออกแบบเรือในตอนนั้นซึ่งเขาเองก็ออกแบบเรือโปรเจคทั้ง 3 ลำ ได้แก่ โอลิมปิก ไททานิคและบริทานิค ซึ่งไททานิคเป็นเรือลำที่ 2 ของโปรเจคนี้ นับว่าเป็นการเปิดศักราชใหม่ของอุตสาหกรรมเดินเรือ เนื่องจากไททานิคเป็นเรือลำแรกที่สร้างด้วยโลหะ ตัวเรือมีความยาว 269 เมตร กว้าง 28 เมตร มีระวางน้ำที่ 46,328 ตัน แบ่งเป็นจำนวน 9 ชั้น มีปล่องควัน 4 ปล่อง เครื่องยนต์กระบอกสูบไอน้ำแบบ Triple Expansion ขับเคลื่อนโดยตรงกับใบจักรข้างซ้าย-ขวา ให้กำลัง 30,000 แรงม้า 75 รอบ/นาที และไอน้ำความดันต่ำที่ผ่านการใช้เครื่องยนต์กระสอบสูบทั้งสองชุดเข้าสู่เครื่องยนต์เทอร์ไบน์ขับเคลื่อนผ่านชุดเกียร์สู่ใบจักรกลาง ให้กำลัง 16,000 แรงม้า 165 รอบ/นาทีมีความเร็วสูงที่สุด 23 นอต เรือสร้างแล้วเสร็จในวันที่ 2 เมษายน ปี 1912 และเตรียมออกเดินทางในวันที่ 10 เมษายน ปี 1912