โทมัส แอนดรูว์

โทมัส แอนดรูว์ เป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งที่ร่วมเดินทางไปกับเรือไททานิค โทมัส เป็นที่รู้จักในฐานะวิศวกรอาวุโสที่อู่ต่อเรือฮาร์แลนด์แอนด์วูล์ฟ เขาเป็นผู้ออกแบบเรือโดยสารมากมาย รวมถึงเรือไททานิคด้วย ซึ่งเขาออกแบบโครงสร้างเรือ ไททานิค และเป็นเรือลำเดียวที่เขากล่าวว่าเป็นการออกแบบเรือโดยสารที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่เขาออกแบบมา

ในช่วงชีวิตเขานั้นเขาได้ศึกษาและออกแบบ การต่อเรือที่อู่ต่อเรือฮาร์แลนด์แอนด์วูลฟ์ ซึ่งเขาเองสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและได้สอบผ่านการออกแบบเรือ ต่อมาเขาได้ทำงานเป็นสถาปนิกที่กรมทหารเรือของอังกฤษ เขาสามารถทำงานเพียง 6 ปีจนได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งหัวหน้าวิศกรออกแบบในที่สุด ด้วยความสามารถและความอัจริยะของเขาทำให้เขาเป็นที่ยอมรับในฐานะวิศวกรที่เก่งที่สุดในตอนนั้น ต่อมาในปี 1908 เขาได้ออกแบบเรือลำแรกของตระกูลโอลิมปิก อย่าง อาร์เอ็มเอส โอลิมปิก และสร้างเสร็จในปี 1910 รวมถึงเขาได้ออกแบบ อาร์เอ็มเอส ไททานิค ด้วย และในเที่ยวปฐมฤกษ์ของไททานิคนั้นเขาก็ร่วมเดินทางกับเรือด้วย

ในคืนวันที่ 14 เมษายน 1912 เวลา 23.45 น. ไททานิคชนกับภูเขาน้ำแข็งซึ่ง โทมัสเองไม่ได้เห็นตอนเรือชนแต่เขารู้สึกได้ว่าเรือกระแทกกับอย่างบางที่แรงมาก ต่อมาเขาระบุว่าเรือออกแบบมาให้ลอยลำอยู่ได้หาก 4 ห้องเครื่องแรกถูกน้ำท่วม แต่น้ำท่วมไปถึง 6 ห้อง ซึ่งเขาบอกด้วยว่า เรือต้องจมอย่างแน่นอนในอีก 2 ชั่วโมง โทมัส เป็น 1 ใน 1,500 รายที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ไททานิคจม ก่อนหน้านี้มีการกล่าวว่าในระหว่างที่สร้างเรือนั้นทาง เจ. บรูซ อิสเมย์ ให้ลดจำนวนเรือชูชีพจาก 32 ลำ เหลือ 20 ลำ ทำให้ไม่เพียงพอกับผู้โดยสาร 2,200 ชีวิต

มอลลี บราวน์

มอลลี บราวน์ หรือ มาร์กาเล็ต บราวน์ เป็นเศรษฐีนีใหม่ผู้เป็นที่รู้จักในวงสังคมชั้นสูงในสมัยนั้น เธอร่วมเดินทางไปกับเรือไททานิคที่โด่งดัง มอลลี บราวน์ เกิดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ปี 1867 นามสกุลเดิมคือ โทบิน แต่เดิมฐานะครอบครัวของเธอไม่ได้ร่ำรวยมากนัก จนกระทั่งเธอได้มีโอกาสแต่งงานกับเศรษฐีนักธุรกิจเหมืองแร่ที่อเมริกา และใช้นามสกุลใหม่ว่า บราวน์ หลังจากที่แต่งงานได้ไม่นานเธอเองก็ได้ร่วมเดินทางไปกับเรือไททานิค เดินทางไปยังนิวยอร์กเพื่อพบสามีของเธอ มอลลี บราวน์ นั้นเป็นที่ยอมรับในวงสังคมชั้นสูงว่าเป็นเศรษฐีใหม่ แต่ทว่าเธอเองก็ยังคงไม่รับการยอมในสังคมชั้นสูงในเดนเวอร์

มอลลี บราวน์ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากขึ้นในฐานะ วีรสตรี ซึ่งในตอนนั้นความเท่าเทียมระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงค่อนข้างเป็นไปในทางยาก แต่สำหรับบรานว์แล้วเธอเป็นหญิงสาวผู้มั่นใจในตัวเอง รวมถึงเป็นผู้หญิงแกร่งคนหนึ่งที่ออกหน้าช่วยเหลือคนที่ทุกข์ยาก ซึ่งในคืนที่ไททานิคจม เธอช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น การช่วยพายเรือชูชีพ, สละเสื้อบางส่วนให้กับหญิงสาวที่ไม่มีชุดกันหนาวใส่ เธอถูกยอมรับในการแสดงบทบาทความเข้มแข็ง รวมถึงยังเป็นคนสั่งให้ทุกคนร่วมกันพายเรือชูชีพไปยังเรือคาร์พาร์เทีย ด้วยวีรกรรมและความกล้าหาญของเธอนั้นได้ให้เธอได้รับการยอมรับและถูกยกย่องให้เป็นวีรสตรีคนหนึ่ง ภายหลังจากนั้นชีวิตของเธอรุ่งเรืองมากขึ้นจนถึงขั้นมีการเสนอชื่อเธอเข้าชิงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาเลยทีเดียว

เจ. บรูซ อิสเมย์

เจ. บรูซ อิสเมย์ อีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่ร่วมก่อตั้งเรือ ไททานิค และร่วมเดินทางไปกับเรือไททานิคในช่วงนั้น เขาเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งที่รอดชีวิตในวันที่ไททานิคอัปบางลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกในปี 1912 เจ. บรูซ อิสเมย์ คือบุตรชายคนโตของ ทอมัส อิสเมย์ ผู้บริหารบริษัทไวท์ สตาร์ไลน์ หลังจากที่ทอมัส ยกกิจการให้ เจ. บรูซ อิสเมย์ ดูแลกิจการต่อจากพ่อของเขา โดยเขาเป็นผู้ริเริ่มการสร้างโครงการเรือตระกูลโอลิมปิก โดยเรือลำแรกคือ RMS Olympic สร้างเสร็จในปี 1910 แต่ทว่าโอลิมปิกไม่ใช่เรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก กลายเป็นเรืออีกลำหนึ่งสร้างเสร็จก่อซึ่งเป็นเรือของสายการเดินเรือคูนาร์ด ไลน์ คู่แข่งเจ้าสำคัญของไวท์ สตาร์ไลน์

เจ. บรูซ อิสเมย์ นับว่าเป็นเศรษฐีที่มั่งคั่งที่สุดในสมัยนั้นเพราะ รับช่วงต่อกิจการเดินเรือจากพ่อของเขาซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้เขาอย่างมหาศาลในตอนนั้น ต่อมาในปี 1912 เรือโดยสารลำที่ 2 อย่าง ไททานิค สร้างแล้วเสร็จและมันเป็นเรือที่หรูหราที่สุดและใหญ่ที่สุดในยุคนั้น นั้นทำให้เขารับรายได้จาดตั๋วที่ขายหลายล้านปอนด์ในตอนนั้น โดยเฉพาะตั๋วของผู้โดยสารชั้นหนึ่งที่ส่วนใหญ่เป็น มหาเศรษฐี นักธุรกิจ ชนชั้นสูง ซึ่งในวันที่ 10 เมษายน 1912 เขาออกเดินทางร่วมกับผู้โดยสารในเรือไททานิคด้วย

วันที่ 15 เมษายน 1912 เวลา 02.40 น. ไททานิคจมลงสู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติกหลังจากชนกับภูเขาน้ำแข็ง ส่วนใหญ่บุคคลสำคัญที่เดินทางไปกับเรือจะเสียชีวิต แต่ เจ. บรูซ อิสเมย์ รอดชีวิตซึ่งหลังจากเหตุสอบสวนมีผู้รอดชีวิตระบุว่า เขาต้องการทำสถิติใหม่และอยากให้ไททานิคเดินทางถึงนิวยอร์กก่อนกำหนด หลังจากเหตุการณ์นั้นส่งผลให้เขากลายเป็นบุคคลล้มละลายและถูกสังคมตราหน้าว่า เห็นแก่ตัว

เอ็ดเวิร์ด จอห์น สมิธ กัปตันไททานิค

เอ็ดเวิร์ด จอห์น สมิธ หรือ เอ็ดเวิร์ด สมิธ เป็นกัปตันเรือโดยสารที่มีชื่อเสียงมากในสมัยซึ่งเขาก็ได้เป็นกัปตันเรืออาร์เอ็มเอส ไททานิค ที่มีชื่อเสียงอีกด้วย เอ็ดเวิร์ด สมิธ หรือชื่อย่อของเขา เอ็ดเวิร์ด เจ. สมิธ เกิดที่เมืองฮันลีย์ ประเทศอังกฤษในปี 1850 ซึ่งเขาเองได้เริ่มทำงานและใช้ชีวิตการเดินเรือตั้งแต่อายุได้ 13 ปี จนกระทั่งเขาได้รับตำแหน่งกัปตันเรือโดยสาร โดยมีข่าวลือว่า เจ. สมิทนั้นสอบไม่ผ่านตำแหน่งกัปตันถึง 2 ครั้ง จนกระทั้งเขาได้รับตำแหน่งกัปตันเรือโดยเขาเองได้เป็นกัปตันเรือที่มีชื่อเสียงหลายลำและเรือเดินโดยสารนับตั้งแต่ปลายคริสศักราช 1800 นับว่าเขามีประสบการณ์กัปตันถึง 26 ปี เขาสามารถพาผู้โดยสารเดินทางโดยเรือเดินสมุทรนับไม่ถ้วนจนได้รับการยอมรับว่าเป็นกัปตันที่เก่งที่สุดและมีค่าตัวแพงที่สุดด้วย ประมาณว่าเขามีค่าตัวสูงถึง 10 ล้านปอนด์ในสมัยนั้น

เอ็ดเวิร์ด สมิธ ได้มีโอกาสเป็นกัปตันเรืออาร์เอ็มเอส โอลิมปิก เรือลำแรกในตระกูลโอลิมปิกของ ไวท์สตาร์ ไลน์ และในปี 1912 อาร์เอ็มเอส ไททานิค สร้างเสร็จและออกเดินทางครั้งแรกโดยได้ เอ็ดเวิร์ด สมิธ ซึ่งในตอนนั้นเขามีชื่อเสียงอย่างมากดำรงตำแหน่งฐานะกัปตันเรือซึ่งตอนนั้นเขาในวัย 62 ปี และการคุมตำแหน่งกัปตันเรือไททานิคนั้นเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายก่อนเขาจะเกษียรจากตำแหน่งกัปตัน ในวันที่ 15 เมษายน ปี 1912 อาร์เอ็มเอส ไททานิค อัปบางลงจากการชนภูเขาน้ำแข็งและมีผู้เสียถึง 1,500 ราย ส่วนกัปตันสมิธ นั้นก็เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ด้วย

คาร์พาร์เทีย เรือลำเดียวที่มองเห็น ไททานิค

การจมของเรือสำราญที่หรูหราที่สุดในยุคนั้นอย่าง ไททานิค ยังคงเป็นที่จดจำของผู้คนมาจนถึงทุกวันนี้ด้วยความที่เป็นเรือโดยสารที่มีความโดดเด่นและมีความหรูหราในสมัยนั้นเปรียบดั่งพระราชวังลอยน้ำทำให้ ไททานิค เป็นเรือโดยสารที่ยังคงเป็นที่จดจำในความทรงจำของคนรุ่นหลังๆ หากย้อนกลับไปในคืนวันที่ 15 เมษายน ปี 1912 คืนที่เรือโดยสารอย่าง อาร์เอ็มเอส ไททานิค อัปบางลงสู่ก้นมหาสมุทร ซึ่งเรือได้มีการขอความช่วยเหลือจากเรือต่างๆที่แล่นอยู่ในบริเวณนั้น ซึ่งเรือโดยสาร คาร์พาร์เทีย เป็นเรือลำเดียวที่ตอบกลับและเดินทางเข้ามาช่วยเหลือผู้โดยสารที่ยังตกค้างอยู่บนเรือ ในคืนที่ไททานิคกำลังจมนั้นมีเรือหลายลำได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือจากไททานิค ในคืนนั้นกล่าวว่า เรือแคลิฟอร์เนีย อยู่ใกล้ที่สุด แต่ทว่าไม่สามารถเดินทางมาได้เนื่องจากเรือถูกล้อมด้วยก้อนน้ำแข็ง สำหรับคาร์พาร์เทีย เป็นเรือลำเดียวที่ตอบกลับและเดินทางมาด้วยความเร็ว 17 น็อต ทั้งนี้ด้วยระยะทางและความเร็วทำให้คาร์พาร์เทียเดินทางมาถึงไททานิคในเวลา 4 ชั่วโมง หรือ 04.15 น. แต่เป็นที่น่าเศร้าเพราะว่า ไททานิค ได้อัปบางลงไปแล้วในเวลา 02.40 น. ซึ่งผู้โดยสารที่ยังเหลืออยู่บนเรือนั้นไม่สามารถทนความหนาวเย็นของมหาสมุทรได้และเสียชีวิตในเวลาต่อมา คาร์พาร์เทีย สามารถช่วยเหลือผู้โดยสารจาก ไททานิค ได้ทั้งหมด 780 คนและพาเดินทางไปถึงนิวยอร์กในวันที่ 18 เมษายน ปี 1912 ท่ามกลางความโศกเศร้าของผู้โดยสารและญาติผู้เสียชีวิต ซึ่งคาร์พาร์เทียก็ได้รับเหรียญกล้าหาญและยกย่องว่าเป็นเรือลำเดียวที่เดินทางผู้เหลือผู้ประสบภัย

ผู้รอดชีวิตจากเรือไททานิก

 

บุคคลที่รอดชีวิตบางคนที่น่ากล่าวถึงคือ เจ. บรูซ อิสเมย์ กรรมการผู้จัดการไวต์สตาร์ ผู้คนส่วนใหญ่ต่างสงสัยกันว่าอิสเมย์รอดมาได้อย่างไรทั้ง ๆ ที่ผู้ชายส่วนใหญ่เสียชีวิตหมดเนื่องจากสละที่นั่งให้แก่สตรีและเด็ก ชีวิตในช่วงหลังของอิสเมย์ต้องล้มละลายทางเกียรติยศเพราะสังคมตราหน้าว่าเขารอดมาได้เพราะแย่งที่ของสตรีและเด็ก บางคนก็พูดกันว่าอิสเมย์พรางตัวเป็นหญิงเพื่อลงเรือ แต่อิสเมย์ชี้แจงว่าตนลงเรือชูชีพลำสุดท้าย เมื่อเห็นยังมีที่ว่างจึงได้ลงเรือไปและก็ไม่ได้พรางตัวเป็นสตรีแต่อย่างใด

มอลลี บราวน์ Molly Brown ซึ่งเป็นพวกเศรษฐีใหม่ที่เดินทางไปกับเรือไททานิก เมื่ออยู่ในเรือ ชูชีพนางบราวน์ได้แสดงความเข้มแข็งและกล้าหาญ ในสภาพที่ทุกคนหมดเรี่ยวแรง เธอได้แสดงบทบาทผู้นำโดยให้สั่งคนในเรือช่วยกันพายเรือมุ่งไปยังเรือคาร์เพเทีย และพยายามช่วยคนที่ตกน้ำ หลังจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ชีวิตของนางบราวน์ก็รุ่งเรืองขึ้น จากเดิมที่สังคมชั้นสูงในเมืองเดนเวอร์ไม่ยอมรับเธอ แต่จากวีรกรรมอันกล้าหาญทำให้เธอก้าวไปไกลถึงขนาดได้รับเสนอการชื่อให้เข้าชิงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาทีเดียว รวมทั้งยังมีผู้นำเรื่องราวของเธอไปสร้างเป็นภาพยนตร์ แต่อย่างไรก็ดี ในบั้นปลายของชีวิต เธอก็เปลี่ยนไปกลายเป็นคนที่ค่อนข้างเห็นแก่ตัว  ไม่มีลูกเรือ ไททานิก ที่รอดชีวิตคนใดก้าวไปถึงตำแหน่งกัปตันเรือ  จากนั้น ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1985 ซากเรือไททานิกได้ถูกค้นพบเมื่อต้นปี ค.ศ. 1997 เอดิท ไฮส์แมน ผู้รอดชีวิตจากเรือไททานิกที่มีอายุมากที่สุดเสียชีวิตลง เธออยู่ในเหตุการณ์เมื่ออายุ 15 ปีและเสียชีวิตลงเมื่ออายุได้ 100 ปี และผู้ที่รอดชีวิตรายสุดท้ายจากเหตุการณ์เรือไททานิกอับปาง คือ มิลล์วินา ดีน Millvina Dean ชาวอังกฤษ ซึ่งเธอได้เสียชีวิตลงเมื่อ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 2009 รวมอายุได้ 97 ปี ซึ่งในขณะเกิดเหตุ เธอมีอายุเพียง 9 สัปดาห์เท่านั้น

ภาพยนตร์ชุด ไททานิค

การอัปบางลงของไททานิคนั้นกลายเป็นเรื่องราวที่ชาวโลกต่างจดจำมากที่สุด โศกนาฏกรรมที่คนทั้งโลกไม่มีวันลืม เรื่องราวของไททานิคนำมาสร้างเป็น ละครเวที, ละครโทรทัศน์, ภาพยนตร์มากมาย โดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่อง ไททานิค ออกฉายในปี 1997 สามารถทำรายได้ทั่วโลกกว่า 2 พันล้านดอลลาห์ กวาดรางวัลออสการ์ถึง 11 รางวัล และความคลาสิคและเนื้อเรื่องรวมถึงการแจ้งเกิดนักแสดงนำอย่าง ลิโอนาโด ดริคาปริโอ และ เคท วินสเล็ต กลายเป็นคู่พระ-นางที่ฮ็อทที่สุดในตอนนั้น

โศกนาฏกรรมของเรือไททานิคถูกนำมาสร้างเป็นละครเวทีครั้งแรกประมาณปี 1929 โดยมีฉากหลังเป็นเรือไททานิคและเล่าเรื่องราวของผู้โดยสารมีการร้องเพลงประกอบต่างๆของละครเวที ต่อมาในปี 1943 ภาพยนตร์ชุดไททานิคถูกสร้างครั้งแรก และในปี 1953 สร้างโดยสตูดิโอ 20th FOX โดยมีการเพิ่มโปรดักชั่นให้ดีขึ้น ต่อมาในปี 1958 ไททานิคถูกสร้างขึ้นอีกครั้งโดย Paramont Picture ใช่ชื่อว่า A Night to Remember ซึ่งเป็นภาพยนตร์ขาว-ดำ และมีฉากที่สมจริงและอลังกาลกว่าเวอร์ชั่นที่ผ่านมา และได้รับคำวิจารณ์ที่ดีมากในความสมจริง ต่อมาในปี 1996 ไททานิคถูกสร้างขึ้นเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์ นำแสดงโดย แคทเทอรีน ซีตาร์ โจนส์ โดยฉากไททานิคมีการใช้ซีจีในการถ่ายทำ และ ในปี 1997 ไททานิค ถูกสร้างขึ้นอีกครั้งโดย 20th FOX ร่วมกับ Paramont Picture เขียนบทและกำกับโดย เจมส์ คาเมรอน ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ใช้โปรดักชั่นสูงมาก โดยมีการจำลองเรือไททานิคขนาดเท่าของจริงใช้ในการถ่ายทำผสมกับเทคนิคพิเศษ ทำให้เวอร์ชั่นนี้เป็นเวอร์ชั่นที่สมบูรณ์แบบที่สุด

การค้นพบซากเรือ ไททานิค

ไททานิค อัปบางลงนั้นเป็นสิ่งที่ช็อคคนทั้งโลกในตอนนั้น โดยเฉพาะชาวอังกฤษและอเมริกัน ที่บางคนต้องสูญเสียญาติผู้เป็นที่รักอย่างไม่มีวันกลับ หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นการสายการเดินเรือมีมาตรการเพิ่มความปลอดภัยกับสายการเดินเรือทุกลำ ทั้งจำนวนเรือช่วยชีวิต และวิทยุสื่อสาร ห้ามให้เรือลำใดปิดวิทยุสื่อสารเด็ดขาด ไททานิค เป็นภัยพิบัติทางเรือที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ เอดิท ไฮส์แมน ผู้รอดชีวิตจากเรือไททานิค เสียชีวิตลงในปี 1997 อายุ 100 ปี ซึ่งตอนนั้นเขามีอายุ 15 ปี และผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายชื่อว่า มิลล์วินา ดีน อายุ 97 ปี เธอเสียชีวิตลงในปี 2009 ซึ่งในตอนที่เรืออัปบางเธอมีอายุเพียง 9 สัปดาห์เท่านั้น

เรือไททานิค จมลงทางมหาสมุทรแอตแลนติดเหนือที่ความลึกประมาณ 4,200 เมตร ห่างจากชายฝั่งอเมริกาประมาณ 1,300 กิโลเมตร ซากเรือถูกค้นพบประมาณปี 1985 โดยทีมสารคดีและทีมสำรวจซากเรือโดยค้นพบที่ความลึกมาก โดยในช่วงแรกๆนั้นการสำรวจซากเรือยังไม่ละเอียดเท่าใดนัก ซึ่งจากการถกเถียงกันในปี 1912 ว่าเรือจมทั้งลำ หรือ เรือแตกเป็น 2 ส่วน ในปี 1985 ทีมงานคอนเฟิร์มว่าเรือจมลงไปทั้งลำ ต่อมาผู้กำกับชื่อดัง เจมส์ คาเมรอน ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง ไททานิค ปี 1997 ได้ลงไปสำรวจเรือด้วยตนเองซึ่งเขาใช้งบมหาศาลในการดำลงไปประมาณ 4 ชั่วโมง ทีมนักสำรวจพบซากท้ายเรือห่างออกไปประมาณ 500 เมตร ทำให้มีการระบุชัดเจนว่าเรือได้แตกเป็น 2 ส่วน และเรือก็จมจากจุดเดิมห่างออกไปเป็น 800 เมตร ในปี 2012 ได้มีการรำลึกครบรอบ 100 ปีการอัปบางของเรือได้มีการวางดอกไม้เพื่อรำลึกแก่ผู้เสียชีวิต

เรือตระกลูโอลิมปิก

เรือตระกูลโอลิมปิก Olympic class ships โดยโครงการดังกล่าวถูกสร้างขึ้นราวปี 1907 ซึ่งไวต์สตาร์ไลน์มีโครงการสร้างเรือลำใหญ่ 3 ลำ เนื่องจากสายการเดินเรือคูนาร์ดนั้น ได้สร้างเรือโดยสารขนาดใหญ่กว่าอย่าง RMS Lusitania ซึ่งเป็นเรือลำใหญ่ที่สุดในโลก ต่อมาก็ได้เรือ อาร์เอ็มเอส มอร์ทาเนีย (RMS Mauretania) ซึ่งใหญ่กว่า แต่ RMS Lusitania กลายเป็นเรือที่มีความเร็วที่สุดในโลกมีความเร็วประมาณ 25 น็อต ซึ่งทางไวต์สตาร์ไลน์เองก็ไม่นอนใจได้สร้างเรือโดยสารขนาดใหญ่ลำแรก ชื่อว่า อาร์เอ็มเอส โอลิมปิก (RMS Olympic) แล้วเสร็จในปี 1911 ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า มอร์ทาเนีย ถึง 40 % ทำให้โอลิมปิกเป็นเรือโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลกและออกเดินทาง ต่อมาในปี 1912 เรือโดยสารลำที่ 2 ในเรือตระกูลโอลิมปิก ของไวต์สตาร์ไลน์ก่อเสร็จชื่อว่า อาร์เอ็มเอส ไททานิก (RMS Titanic)

อาร์เอ็มเอส ไททานิก (RMS Titanic) ก่อตั้งขึ้นที่อู่ในเมืองลิเวอร์พูล เช่นเดียวกับเรืออีก 2 ลำในโครงการ ไททานิคกลายเป็นเรือลำใหญ่ที่สุดในโลกและหรูหราที่สุดในยุคนั้น ออกเดินทางวันที่ 10 เมษายน 1912 เป็นที่น่าเสียดายที่มันได้อัปบางลงในวันที่ 15 เมษายน 1912 หลังจากชนกับภูเขาน้ำแข็งบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ มีผู้เสียชีวิตราว 1,500 คน ต่อมาเรือลำที่ 3 ของโครงการถูกสร้างเสร็จในปี 1914 ชื่อว่า อาร์เอ็มเอส ไกแกนติก (RMS Gigantic) แต่ด้วยมันถูกสร้างเสร็จในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น เอชเอ็มเอชเอส บริแทนนิก HMSH Britannic ถูกปรับปรุงให้เป็นเรือพยาบาล และอัปบางลงในวันที่ 21 พฤศจิกายน 1916 จากการชนทุ่นระเบิดในทะเลอีเจียน ใกล้กับเกาะเคียร์อาร์

ไวท์สตาร์ไลน์ ผู้ก่อสร้าง “ไททานิค”

เรือไททานิค (RMS Titanic) ถือว่าเป็นเรือที่หรูหราที่สุดในยุคนั้น ถูกขนานนามว่าเป็น “พระราชวังลอยน้ำ” เนื่องด้วยการตกแต่ง ศิลปะต่างๆยุควิกตอเรีย แต่น่าเสียดายที่มันอยู่ได้ไม่ยาวนานเท่าไหร่นัก เรือไททานิค ถูกสร้างโดย บริษัท ไวต์สตาร์ไลน์  (White Star Line) เป็นบริษัทสายการเดินเรือที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอังกฤษ ธุรกิจของไวต์สตาร์ไลน์  ซบเซาอย่างมากหลังจากการจมของไททานิค ในวันที่ 15 เมษายน 1912 จากการที่บริษัทโดยฟ้องเรียกค่าเสียหายต่างๆ จากญาติผู้เสียชีวิต และการถูกโจมตีอย่างหนักจากสื่อมวลชน ในเรื่องของความปลอดภัยในการเดินเรือ

ไวต์สตาร์ไลน์ ถือกำเนิดขึ้นราวๆ ปี 1850 ซึ่งในยุคนั้นการเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกนั้นมีการแข่งขันการอย่างมากมาย โดยไวต์สตาร์ไลน์ ตั้งขึ้นเพื่อสร้างเรือโดยสารทางเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก จากยุโรปไปยังอเมริกา ต่อมา ทอมัส อิสเมย์ ซื้อกิจการไวต์สตาร์ไลน์ ร่วมกับ เซอร์เอ็ดเวิร์ด ฮาร์แลนด์ นักธุรกิจผู้มั่งคั่งชาวอังกฤษ ต่อมา ทอมัส มอบกิจการให้แก่ลูกชายคนโต  เจ. บรูซ อิสเมย์ ซึ่งเขาเองจุดประกายในการสร้างเรือโดยสารขนาดใหญ่ เพื่อร่วมแข่งขันกับสายการเดินเรืออีกแห่งหนึ่งชื่อว่า “คูนาร์ด (Cunard Line)”

ในช่วงปี 1858 – 1900 ไวต์สตาร์ไลน์มีเรือโดยสารที่มีความเร็วที่สุด 4 ลำ เป็นเรือตระกูลโอเซียนิก ซึ่งสร้างขึ้นในยุคแรกๆ อาทิเช่น RMS Oceanic, RMS Atlantic, RMS Baltic, SS Republic ต่อมาในช่วงปี 1902 เจ.พี.มอร์แกน นักธุรกิจชาวอเมริกันได้ซื้อกิจการของไวต์สตาร์ไลน์ โดย เจ.บรูซ.อิสเมย์ ยังคงมีบทบาทในสายการเดินเรือโดยเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัท หลังจากนั้นไวต์สตาร์ไลน์จึงมีโครงการสร้างเรือตระกูลโอลิมปิกขึ้นในช่วงปี 1907