คาร์พาร์เทีย เรือลำเดียวที่มองเห็น ไททานิค

การจมของเรือสำราญที่หรูหราที่สุดในยุคนั้นอย่าง ไททานิค ยังคงเป็นที่จดจำของผู้คนมาจนถึงทุกวันนี้ด้วยความที่เป็นเรือโดยสารที่มีความโดดเด่นและมีความหรูหราในสมัยนั้นเปรียบดั่งพระราชวังลอยน้ำทำให้ ไททานิค เป็นเรือโดยสารที่ยังคงเป็นที่จดจำในความทรงจำของคนรุ่นหลังๆ หากย้อนกลับไปในคืนวันที่ 15 เมษายน ปี 1912 คืนที่เรือโดยสารอย่าง อาร์เอ็มเอส ไททานิค อัปบางลงสู่ก้นมหาสมุทร ซึ่งเรือได้มีการขอความช่วยเหลือจากเรือต่างๆที่แล่นอยู่ในบริเวณนั้น ซึ่งเรือโดยสาร คาร์พาร์เทีย เป็นเรือลำเดียวที่ตอบกลับและเดินทางเข้ามาช่วยเหลือผู้โดยสารที่ยังตกค้างอยู่บนเรือ ในคืนที่ไททานิคกำลังจมนั้นมีเรือหลายลำได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือจากไททานิค ในคืนนั้นกล่าวว่า เรือแคลิฟอร์เนีย อยู่ใกล้ที่สุด แต่ทว่าไม่สามารถเดินทางมาได้เนื่องจากเรือถูกล้อมด้วยก้อนน้ำแข็ง สำหรับคาร์พาร์เทีย เป็นเรือลำเดียวที่ตอบกลับและเดินทางมาด้วยความเร็ว 17 น็อต ทั้งนี้ด้วยระยะทางและความเร็วทำให้คาร์พาร์เทียเดินทางมาถึงไททานิคในเวลา 4 ชั่วโมง หรือ 04.15 น. แต่เป็นที่น่าเศร้าเพราะว่า ไททานิค ได้อัปบางลงไปแล้วในเวลา 02.40 น. ซึ่งผู้โดยสารที่ยังเหลืออยู่บนเรือนั้นไม่สามารถทนความหนาวเย็นของมหาสมุทรได้และเสียชีวิตในเวลาต่อมา คาร์พาร์เทีย สามารถช่วยเหลือผู้โดยสารจาก ไททานิค ได้ทั้งหมด 780 คนและพาเดินทางไปถึงนิวยอร์กในวันที่ 18 เมษายน ปี 1912 ท่ามกลางความโศกเศร้าของผู้โดยสารและญาติผู้เสียชีวิต ซึ่งคาร์พาร์เทียก็ได้รับเหรียญกล้าหาญและยกย่องว่าเป็นเรือลำเดียวที่เดินทางผู้เหลือผู้ประสบภัย

ภาพยนตร์ชุด ไททานิค

การอัปบางลงของไททานิคนั้นกลายเป็นเรื่องราวที่ชาวโลกต่างจดจำมากที่สุด โศกนาฏกรรมที่คนทั้งโลกไม่มีวันลืม เรื่องราวของไททานิคนำมาสร้างเป็น ละครเวที, ละครโทรทัศน์, ภาพยนตร์มากมาย โดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่อง ไททานิค ออกฉายในปี 1997 สามารถทำรายได้ทั่วโลกกว่า 2 พันล้านดอลลาห์ กวาดรางวัลออสการ์ถึง 11 รางวัล และความคลาสิคและเนื้อเรื่องรวมถึงการแจ้งเกิดนักแสดงนำอย่าง ลิโอนาโด ดริคาปริโอ และ เคท วินสเล็ต กลายเป็นคู่พระ-นางที่ฮ็อทที่สุดในตอนนั้น

โศกนาฏกรรมของเรือไททานิคถูกนำมาสร้างเป็นละครเวทีครั้งแรกประมาณปี 1929 โดยมีฉากหลังเป็นเรือไททานิคและเล่าเรื่องราวของผู้โดยสารมีการร้องเพลงประกอบต่างๆของละครเวที ต่อมาในปี 1943 ภาพยนตร์ชุดไททานิคถูกสร้างครั้งแรก และในปี 1953 สร้างโดยสตูดิโอ 20th FOX โดยมีการเพิ่มโปรดักชั่นให้ดีขึ้น ต่อมาในปี 1958 ไททานิคถูกสร้างขึ้นอีกครั้งโดย Paramont Picture ใช่ชื่อว่า A Night to Remember ซึ่งเป็นภาพยนตร์ขาว-ดำ และมีฉากที่สมจริงและอลังกาลกว่าเวอร์ชั่นที่ผ่านมา และได้รับคำวิจารณ์ที่ดีมากในความสมจริง ต่อมาในปี 1996 ไททานิคถูกสร้างขึ้นเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์ นำแสดงโดย แคทเทอรีน ซีตาร์ โจนส์ โดยฉากไททานิคมีการใช้ซีจีในการถ่ายทำ และ ในปี 1997 ไททานิค ถูกสร้างขึ้นอีกครั้งโดย 20th FOX ร่วมกับ Paramont Picture เขียนบทและกำกับโดย เจมส์ คาเมรอน ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ใช้โปรดักชั่นสูงมาก โดยมีการจำลองเรือไททานิคขนาดเท่าของจริงใช้ในการถ่ายทำผสมกับเทคนิคพิเศษ ทำให้เวอร์ชั่นนี้เป็นเวอร์ชั่นที่สมบูรณ์แบบที่สุด

การค้นพบซากเรือ ไททานิค

ไททานิค อัปบางลงนั้นเป็นสิ่งที่ช็อคคนทั้งโลกในตอนนั้น โดยเฉพาะชาวอังกฤษและอเมริกัน ที่บางคนต้องสูญเสียญาติผู้เป็นที่รักอย่างไม่มีวันกลับ หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นการสายการเดินเรือมีมาตรการเพิ่มความปลอดภัยกับสายการเดินเรือทุกลำ ทั้งจำนวนเรือช่วยชีวิต และวิทยุสื่อสาร ห้ามให้เรือลำใดปิดวิทยุสื่อสารเด็ดขาด ไททานิค เป็นภัยพิบัติทางเรือที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ เอดิท ไฮส์แมน ผู้รอดชีวิตจากเรือไททานิค เสียชีวิตลงในปี 1997 อายุ 100 ปี ซึ่งตอนนั้นเขามีอายุ 15 ปี และผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายชื่อว่า มิลล์วินา ดีน อายุ 97 ปี เธอเสียชีวิตลงในปี 2009 ซึ่งในตอนที่เรืออัปบางเธอมีอายุเพียง 9 สัปดาห์เท่านั้น

เรือไททานิค จมลงทางมหาสมุทรแอตแลนติดเหนือที่ความลึกประมาณ 4,200 เมตร ห่างจากชายฝั่งอเมริกาประมาณ 1,300 กิโลเมตร ซากเรือถูกค้นพบประมาณปี 1985 โดยทีมสารคดีและทีมสำรวจซากเรือโดยค้นพบที่ความลึกมาก โดยในช่วงแรกๆนั้นการสำรวจซากเรือยังไม่ละเอียดเท่าใดนัก ซึ่งจากการถกเถียงกันในปี 1912 ว่าเรือจมทั้งลำ หรือ เรือแตกเป็น 2 ส่วน ในปี 1985 ทีมงานคอนเฟิร์มว่าเรือจมลงไปทั้งลำ ต่อมาผู้กำกับชื่อดัง เจมส์ คาเมรอน ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง ไททานิค ปี 1997 ได้ลงไปสำรวจเรือด้วยตนเองซึ่งเขาใช้งบมหาศาลในการดำลงไปประมาณ 4 ชั่วโมง ทีมนักสำรวจพบซากท้ายเรือห่างออกไปประมาณ 500 เมตร ทำให้มีการระบุชัดเจนว่าเรือได้แตกเป็น 2 ส่วน และเรือก็จมจากจุดเดิมห่างออกไปเป็น 800 เมตร ในปี 2012 ได้มีการรำลึกครบรอบ 100 ปีการอัปบางของเรือได้มีการวางดอกไม้เพื่อรำลึกแก่ผู้เสียชีวิต

เรือตระกลูโอลิมปิก

เรือตระกูลโอลิมปิก Olympic class ships โดยโครงการดังกล่าวถูกสร้างขึ้นราวปี 1907 ซึ่งไวต์สตาร์ไลน์มีโครงการสร้างเรือลำใหญ่ 3 ลำ เนื่องจากสายการเดินเรือคูนาร์ดนั้น ได้สร้างเรือโดยสารขนาดใหญ่กว่าอย่าง RMS Lusitania ซึ่งเป็นเรือลำใหญ่ที่สุดในโลก ต่อมาก็ได้เรือ อาร์เอ็มเอส มอร์ทาเนีย (RMS Mauretania) ซึ่งใหญ่กว่า แต่ RMS Lusitania กลายเป็นเรือที่มีความเร็วที่สุดในโลกมีความเร็วประมาณ 25 น็อต ซึ่งทางไวต์สตาร์ไลน์เองก็ไม่นอนใจได้สร้างเรือโดยสารขนาดใหญ่ลำแรก ชื่อว่า อาร์เอ็มเอส โอลิมปิก (RMS Olympic) แล้วเสร็จในปี 1911 ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า มอร์ทาเนีย ถึง 40 % ทำให้โอลิมปิกเป็นเรือโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลกและออกเดินทาง ต่อมาในปี 1912 เรือโดยสารลำที่ 2 ในเรือตระกูลโอลิมปิก ของไวต์สตาร์ไลน์ก่อเสร็จชื่อว่า อาร์เอ็มเอส ไททานิก (RMS Titanic)

อาร์เอ็มเอส ไททานิก (RMS Titanic) ก่อตั้งขึ้นที่อู่ในเมืองลิเวอร์พูล เช่นเดียวกับเรืออีก 2 ลำในโครงการ ไททานิคกลายเป็นเรือลำใหญ่ที่สุดในโลกและหรูหราที่สุดในยุคนั้น ออกเดินทางวันที่ 10 เมษายน 1912 เป็นที่น่าเสียดายที่มันได้อัปบางลงในวันที่ 15 เมษายน 1912 หลังจากชนกับภูเขาน้ำแข็งบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ มีผู้เสียชีวิตราว 1,500 คน ต่อมาเรือลำที่ 3 ของโครงการถูกสร้างเสร็จในปี 1914 ชื่อว่า อาร์เอ็มเอส ไกแกนติก (RMS Gigantic) แต่ด้วยมันถูกสร้างเสร็จในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น เอชเอ็มเอชเอส บริแทนนิก HMSH Britannic ถูกปรับปรุงให้เป็นเรือพยาบาล และอัปบางลงในวันที่ 21 พฤศจิกายน 1916 จากการชนทุ่นระเบิดในทะเลอีเจียน ใกล้กับเกาะเคียร์อาร์

ไวท์สตาร์ไลน์ ผู้ก่อสร้าง “ไททานิค”

เรือไททานิค (RMS Titanic) ถือว่าเป็นเรือที่หรูหราที่สุดในยุคนั้น ถูกขนานนามว่าเป็น “พระราชวังลอยน้ำ” เนื่องด้วยการตกแต่ง ศิลปะต่างๆยุควิกตอเรีย แต่น่าเสียดายที่มันอยู่ได้ไม่ยาวนานเท่าไหร่นัก เรือไททานิค ถูกสร้างโดย บริษัท ไวต์สตาร์ไลน์  (White Star Line) เป็นบริษัทสายการเดินเรือที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอังกฤษ ธุรกิจของไวต์สตาร์ไลน์  ซบเซาอย่างมากหลังจากการจมของไททานิค ในวันที่ 15 เมษายน 1912 จากการที่บริษัทโดยฟ้องเรียกค่าเสียหายต่างๆ จากญาติผู้เสียชีวิต และการถูกโจมตีอย่างหนักจากสื่อมวลชน ในเรื่องของความปลอดภัยในการเดินเรือ

ไวต์สตาร์ไลน์ ถือกำเนิดขึ้นราวๆ ปี 1850 ซึ่งในยุคนั้นการเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกนั้นมีการแข่งขันการอย่างมากมาย โดยไวต์สตาร์ไลน์ ตั้งขึ้นเพื่อสร้างเรือโดยสารทางเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก จากยุโรปไปยังอเมริกา ต่อมา ทอมัส อิสเมย์ ซื้อกิจการไวต์สตาร์ไลน์ ร่วมกับ เซอร์เอ็ดเวิร์ด ฮาร์แลนด์ นักธุรกิจผู้มั่งคั่งชาวอังกฤษ ต่อมา ทอมัส มอบกิจการให้แก่ลูกชายคนโต  เจ. บรูซ อิสเมย์ ซึ่งเขาเองจุดประกายในการสร้างเรือโดยสารขนาดใหญ่ เพื่อร่วมแข่งขันกับสายการเดินเรืออีกแห่งหนึ่งชื่อว่า “คูนาร์ด (Cunard Line)”

ในช่วงปี 1858 – 1900 ไวต์สตาร์ไลน์มีเรือโดยสารที่มีความเร็วที่สุด 4 ลำ เป็นเรือตระกูลโอเซียนิก ซึ่งสร้างขึ้นในยุคแรกๆ อาทิเช่น RMS Oceanic, RMS Atlantic, RMS Baltic, SS Republic ต่อมาในช่วงปี 1902 เจ.พี.มอร์แกน นักธุรกิจชาวอเมริกันได้ซื้อกิจการของไวต์สตาร์ไลน์ โดย เจ.บรูซ.อิสเมย์ ยังคงมีบทบาทในสายการเดินเรือโดยเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัท หลังจากนั้นไวต์สตาร์ไลน์จึงมีโครงการสร้างเรือตระกูลโอลิมปิกขึ้นในช่วงปี 1907

 

การสอบสวนสาเหตุของการจม

ในวันที่ 18 เมษายน 1912 เรือคาร์พาเทียช่วยเหลือผู้โดยสารที่รอดชีวิตและได้นำศพผู้เสียชีวิตมาด้วย เรือมาถึงนิวยอร์กซึ่งมีคนและญาติทั้งผู้รอดชีวิตและเสียชีวิตมารอฟังข่าวภัยพิบัติครั้งร้ายแรงที่สุด จากการสอบสวนระบุว่า ในคืนที่ ไททานิคจมนั้น เรือแคลิเฟอร์เนีย อยู่ใกล้ที่สุดและมองเห็นพลุขอความช่วยเหลือ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ของเรือแคลิเฟอร์เนีย ให้การว่าในคืนเกิดเหตุไม่สามารถแล่นเรือได้ เนื่องจากถูกล้อมด้วยน้ำแข็ง

นอกจากนี้จากการสอบปากคำของผู้โดยสารที่รอดชีวิตระบุว่า ในขณะที่ไททานิคกำลังอัปบางได้เห็นเรือปริศนาลำหนึ่งลอยลำอยู่ใกล้ซึ่งบ้างก็เชื่อว่านั้นคือ เรือแคลิเฟอร์เนีย แต่ก็ไม่สามารถระบุเป็นหลักฐานที่แน่ชัด อีกทั้งการจมของเรือมีการระบุว่าช่วงที่เรือจมนั้น เรือได้แตกเป็น 2 ท่อนและยังเป็นที่ถกเถียงกันมากในขณะนั้น ซึ่งเชื่อว่าเรือจมลงไปทั้งลำ แต่ทีมสารคดีซึ่งในปัจจุบันลงไปสำรวจซากเรือไททานิคพบว่ามันแตกออกเป็น 2 ท่อนจริง โดยพบส่วนท้ายเรือห่างออกไปราว 200 เมตร

เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 1,500 คน นับเป็นภัยพิบัติครั้งร้ายแรงครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเดินเรือ สำหรับผู้รอดชีวิตอย่าง เจ. บรูซ อิสเมย์ หนึ่งในผู้รอดชีวิตซึ่งตัวเขาเองหลังจากการสอบสวนพบว่าช่วงหลัง ชีวิตเขาต้องล้มละลาย ถูกสังคมตราหน้าว่าเห็นแก่ตัวซึ่งการที่เขารอดมาได้เพราะแย่งที่นั่งผู้หญิงและเด็ก แต่อิสเมย์แจ้งว่าเขาได้ลงเรือชูชีพลำสุดท้ายและบริเวณนั้นไม่มีผู้หญิงและเด็กเหลืออยู่แล้ว  รวมถึง มอลลี บราวน์เธอแสดงบทบาทผู้นำโดยให้สั่งคนในเรือช่วยกันพายเรือมุ่งไปยังเรือคาร์เพเทีย และพยายามช่วยคนที่ตกน้ำ หลังจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ชีวิตของบราวน์ก็รุ่งเรืองขึ้น และได้รับการยกย่องความกล้าหาญของเธอจนได้รับรางวัลเกียรติยศ

ลำดับเหตุการณ์การชนและอัปบางของเรือตอนที่ 2

เวลา 01.00 น. ผู้โดยสารส่วนใหญ่เริ่มเชื่อว่าเรือกำลังจะจม ในขณะที่หัวเรือเริ่มจมน้ำจนมิดลำ พลุโดยสารถูกยิงขึ้นฟ้า เริ่มมีความวุ่ยวาย โดยเรือชูชีพถูกปล่อยแล้วจำนวน 2-3 ลำ

เวลา 01.15 น. น้ำท่วมหัวเรือจนมิดลำแล้ว เรือเริ่มเอียง พลุถูกยิงขึ้นฟ้ามากขึ้น จากการรายงานว่า เรือแคลิเฟอร์เนียเห็นแสงจากพลุแล้วแต่ไม่สามารถมาได้เนื่องจากถูกล้อมด้วยก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ ผู้โดยสารเริ่มตื่นตระหนกมากขึ้น

เวลา 01.25 น. น้ำเข้าท่วมหัวเรือจนถึงส่วนของทางเดินดาดฟ้าชั้นแรก กัปตันสมิท ตะโกนเรียกเรือชูชีพลำที่ 5 ซึ่งถูกปล่อยไม่นานให้กลับมาเนื่องจากจุผู้โดยสารน้อยเกินไป ความวุ่นวายทวีความรุนแรงขึ้นมากและเจ้าหน้าที่เริ่มใช้ปืนควบคุม ซึ่งเป็นช่วงที่นักดนตรีบรรเลิงเพลงเพื่อผ่อนคลายความเครียด

เวลา 01.40 น. น้ำเข้าท่วมบริเวณชั้น A ซึ่งระเบียงบนสุดของเรืออยู่สูงจากผิวน้ำเพียง 3 เมตรเท่านั้น แล้วเรือชูชีพถูกปล่อยจนหมด เจ้าหน้าที่ได้เตรียมเรือสำรองและลำเลียงผู้คนที่เหลือให้มากที่สุด

เวลา 01.55 น. น้ำท่วมถึงระเบียงชั้นบนสุดเรือเอียงมากขึ้น ในขณะที่เรือทั้งหมดถูกปล่อยออกไปแล้ว ผู้โดยสารตกค้างจำนวน 1,500 ชีวิตต่างหนีไปทางท้ายเรือ

เวลา 02.05 น. น้ำท่วมมิดห้องบังคับการเรือแล้วท่วมถึงปล่องควันที่ 1 แรงดันของน้ำทำให้ปล่องควันเกิดหักโค่นลงมา ผู้โดยสารหนีไปอยู่ท้ายเรือมากขึ้นและเรือเริ่มเอียงมากขึ้น บางคนกระโดดลงน้ำเพื่อว่ายไปยังเรือชูชีพ แต่อุณหภูมิน้ำติดลบทำให้คนที่กระโดดลงเรือหนาวตายก่อน

เวลา 02.18 น. เรือเอียงทำมุมเกือบ 45 องศา และระบบไฟฟ้าในห้องเครื่องขัดข้องทำให้ไฟดับจากนั้นแรงอัดของน้ำทำให้เรือหักเป็นสองท่อนจนถึงกระดูกงู การหักนี้ทำส่วนหัวเรือดึงส่วนท้ายให้จมเร็วขึ้น

เวลา 02.20 น. ไททานิคจมลงสู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ความลึกราว 4 กิโลเมตร ผู้โดยสารจำนวนมากลอยคออยู่ด้วยเสื้อชูชีพ แต่น้ำทะเลในขณะนั้นเย็นจัดจนติดลบ ทำให้มีผู้โดยสารเสียชีวิตทั้งหมด 1,500 คน

เวลา 03.00 น. เรือชูชีพสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตที่ลอยคอจากน้ำเย็นมาได้เพียง 13 คน จำนวนนี้เสียชีวิต 3 คน จากอาการตัวเย็นจัด

ลำดับเหตุการณ์การชนและอัปบางของเรือตอนที่ 1

วันที่ 14 เมษายน 1912 เวลา 22.00 น. วิทยุแจ้งเตือนครั้งสุดท้ายจาก เรืออาร์เอ็มเอสแคริเฟอร์เนีย ถึงภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ในเส้นทางของไททานิค ในขณะที่เรือ แคริเฟอร์เนีย ต้องหยุดเดินเรือเนื่องจากถูกล้อมด้วยก้อนน้ำแข็ง

เวลา 23.39 น. เจ้าหน้าที่เสากระโคงแจ้งว่าพบภูเขาน้ำแข็งอยู่ข้างหน้าเรือ เจ้าหน้าที่ได้เดินเครื่องถอยหลังและหันหัวเรือไปทางขวา แต่ด้วยความเร็วของเรือและหางเสือที่เล็กกว่าตัวเรือมาก เวลา 23.40 น. เรือชนกับภูเขาน้ำแข็งซึ่งทำให้เกิดรอยแผลยาวจนถึงห้องเครื่องที่ 5 จากการตรวจสอบระบุว่า เรือสามารถลอยลำอยู่ได้ถ้าส่วนหัวถูกน้ำท่วม 4 ห้องแรก ถ้าท่วมห้องเครื่องที่ 5 น้ำจะไหลท่วมเข้าที่ชั้น F และไหลเข้าสู่ชั้น E

เวลา 24.00 น. ของวันที่ 15 เมษายน 1912 น้ำเริ่มเข้าท่วมส่วนชั้น E ผู้โดยสารชั้นสามเริ่มได้ยินข่าวลือว่าเรือจะจมแต่ก็ไม่มีใครเชื่อ

เวลา 24.05 น. ส่วนหัวของเรือเริ่มเอียงน้ำเข้าท่วมมากขึ้นในชั้น E กัปตันเริ่มสั่งให้เจ้าหน้าที่เตรียมเรือชูชีพไว้และแจ้งผู้โดยสารชั้นหนึ่งก่อนแต่ก็ยังไม่มีใครออกมาเนื่องจากอากาศภายนอกติดลบ เวลาราว 24.15-24.20 น. วิทยุโทรเลขของไททานิคได้รับการตอบรับสัญญาณความช่วยเหลือจาก เรือคาร์พาเทีย ซึ่งอยู่ห่างจากไททานิคราว 200 กิโลเมตรโดยจะใช้เวลาราว 4 ชั่วโมงในการเดินทางมาถึงไททานิคแต่วิศวกรแจ้งว่า ไททานิค ยังลอยลำอยู่ได้ประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้น

เวลา 24.25-24.30 น. กัปตันแจ้งให้ผู้โดยสารชั้นหนึ่งอพยพโดยเรือลำแรกถูกปล่อย โดยให้ผู้โดยสารผู้หญิงและเด็กลงเรือชูชีพก่อน ซึ่งเรือชูชีพนั้นมีเพียง 20 ลำ เท่านั้นซึ่งน้อยกว่าจำนวนผู้โดยสารบนเรืออย่างมาก

 

การออกเดินทางครั้งแรกและครั้งสุดท้าย

  อาร์เอ็มเอสไททานิค ถูกปล่อยลงน้ำครั้งแรกในวันที่ 31 พฤษภาคม 1911 และมีเวลาในการต่อเติมส่วนต่างๆของเรือเป็นเวลา 1 ปี จนแล้วเสร็จในวันที่ 2 เมษายน 1912 และมีประกาศการจำหน่ายตั๋ว รวมถึงการโปรโมทความหรูหราต่างๆภายในตัวเรือซึ่งมีบุคคลสำคัญในสมัยนั้นร่วมออกเดินทางครั้งนี้ด้วย โดยการเดินเรือ จุดเริ่มต้นคือเมืองเซาท์แทมตัน ประเทศอังกฤษ เดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจุดหมายปลายทางคือ นครนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนใหญ่แล้วผู้โดยสารชั้นสามจุดมุ่งหมายของพวกเขาคือ การไปเริ่มต้นชีวิตใหม่

วันที่ 10 เมษายน 1912 เรือมีกำหนดออกเดินทางเวลา 12.00 น. ซึ่งเป็นเที่ยวปฐมฤกษ์ของเรือลำนี้โดยมีบุคคลสำคัญมากมาย เช่น เจ. บรูซ อิสเมย์ ผู้จัดการบริษัทไวท์สตาร์ไลน์, โทมัสแอนดรูวส์ วิศวกรผู้ออกแบบเรือ, เจ. พี มอร์แกน เจ้าของไวต์สตาร์ โดยมีกัปตัน เอ็ดเวิร์ด จอห์น สมิธ เป็นกัปตันเรือไททานิค ซึ่งเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของเขาก่อนเกษียณอายุ โดยมีผู้โดยสารทั้งหมด 2,200 ชีวิตบนเรือโดยเรือได้มุ่งหน้าแวะรับผู้โดยสารที่ เมืองแชร์บูร์ก ประเทศฝรั่งเศส

วันที่ 11 เมษายน 1912 เรือออกจากท่าเรือควีนส์ทาวน์ ไอร์แอลนด์ มุ่งหน้าไปยังนครนิวยอร์ก

วันที่ 12 -13 เมษายน 1912 เรือแล่นท่ามกลางอากาศปลอดโปร่ง ด้วยความเร็ว 22 น็อต ผู้โดยสารกำลังสนุกกับการชมเรือ และรื่นเริงกับความหรูหราของเรือ

วันที่ 14 เมษายน 1912 มีกำหนดการซ้อมลงเรือชูชีพ แต่กำหนดการนี้ถูกยกเลิกไป เวลาราวๆ 13.00 น. เจ้าหน้าที่วิทยุได้รับโทรเลขแจ้งเตือนเรื่องก้อนน้ำแข็งที่ขวางเส้นทางการเดินเรือ แต่เนื่องจากมีผู้โดยสารจำนวนมากทำให้เจ้าหน้าที่ส่งเรื่องถึงกัปตันสมิธล่าช้า จากการรายงานระบุว่ามีเรือที่ส่งโทรเลขแจ้งเรื่องภูเขาน้ำแข็งให้กับไททานิคถึง 7 ลำ ซึ่งเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของเรือก่อนจะชนกับภูเขาน้ำแข็ง

ส่วนประกอบภายในตัวเรือ จำนวนประเภทชั้นโดยสาร

  หลังจากที่ก่อสร้างแล้วเสร็จในวันที่ 2 เมษายน 1912 อาร์เอ็มเอสไททานิค ก็เตรียมตัวออกเดินทางในวันที่ 10 เมษายน 1912 ซึ่งตัวเรือสามารถบรรจุผู้โดยสารทั้งหมดได้ถึง 2,435 คน ตัวเรือมีความจำนวนทั้งหมด 9 ชั้นถูกแบ่งออกเป็นชั้นโดยสารทั้งหมด 3 ชั้นโดยสาร คือ ชั้นหนึ่ง, ชั้นสอง, ชั้นสาม ซึ่งแต่ละชั้นจะมีราคาโดยสารที่แตกต่างกัน

ชั้นหนึ่ง (First Class)ชั้นโดยสารนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือห้องธรรมดาและห้องชุดพิเศษ ซึ่งมีราคาโดยสารที่สูงมาก โดยจะเริ่มต้นที่ 26 ปอนด์ (ราว 122,000 บาทในปัจจุบัน) จนถึงมีราคาที่ถูกซื้อแพงที่สุดคือ 512 ปอนด์ หรือ 2.4 ล้านบาทในปัจจุบัน โดยครอบครัวเศรษฐี ซึ่งผู้โดยสารชั้นนี้ส่วนมากแล้วจะเป็นนักธุรกิจเหมืองแร่ ผู้โดยสารสังคมชั้นสูง รวมถึงเชื้อราชวงศ์ บริเวณของผู้โดยสารชั้นหนึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในชั้น A , B , C, D และบางส่วนของชั้น Eภายในถูกออกแบบอย่างหรูหรา ห้องพักที่ถูกออกแบบหลายสไตล์ ห้องทานอาหารพร้อมวงดนตรีไวโอลีน ห้องออกกำลังกาย รวมถึงพื้นที่พักผ่อนสำหรับผู้โดยสารชั้นหนึ่งโดยเฉพาะ

ชั้นสอง (Second class) ในชั้นโดยสารนี้จะอยู่บริเวณชั้น E ซึ่งมีราคาเริ่มต้นที่ 10-16 ปอนด์หรือ 49,500-75,000 บาทในปัจจุบัน โดยภายในจะเป็นเหมือนโรงแรมระดับ 5 ดาว มีห้องพักหรูมีสภาพไม่อึดอัดมีเฟอร์นิเจอร์หรูในสมัยนั้น รวมถึงถูกแบ่งมีห้องนั่งเล่นส่วนตัวขึ้นอยู่กับราคาตั๋ว โดยผู้โดยสารชั้นนี้ส่วนใหญ่จะเป็น นักธุรกิจขนาดเล็ก , พนักงานบริษัท , ข้าราชการ เป็นต้น

ชั้นสาม (Third class) เป็นชั้นโดยสารที่มีราคาตั๋วถูกที่สุด ซึ่งราคาตั๋วจะมีราคาที่แตกต่างกันไปโดยส่วนมากจะอยู่ที่ 3-9 ปอนด์ หรือราว 14,900-42,000 บาท ซึ่งถือว่าถูกที่สุดในตอนนั้น ชั้นสามจะถูกบริเวณชั้น F และ G ซึ่งเกือบอยู่ใต้ท้องเรือ ผู้โยสารชั้นนี้จะถูกจำกัดสิทธิ์ต่างๆมากมาย ทั้งในการใช้ลิฟต์รวมถึงการขึ้นดาดฟ้าเรือรวมถึงห้องนอนที่แคบและต้องนอนร่วมกับผู้โดยสารคนอื่นๆ ซึ่งห้องนอนที่ถูกที่สุดจะอยู่บริเวณท้ายเรือ