มอลลี บราวน์

มอลลี บราวน์ หรือ มาร์กาเล็ต บราวน์ เป็นเศรษฐีนีใหม่ผู้เป็นที่รู้จักในวงสังคมชั้นสูงในสมัยนั้น เธอร่วมเดินทางไปกับเรือไททานิคที่โด่งดัง มอลลี บราวน์ เกิดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ปี 1867 นามสกุลเดิมคือ โทบิน แต่เดิมฐานะครอบครัวของเธอไม่ได้ร่ำรวยมากนัก จนกระทั่งเธอได้มีโอกาสแต่งงานกับเศรษฐีนักธุรกิจเหมืองแร่ที่อเมริกา และใช้นามสกุลใหม่ว่า บราวน์ หลังจากที่แต่งงานได้ไม่นานเธอเองก็ได้ร่วมเดินทางไปกับเรือไททานิค เดินทางไปยังนิวยอร์กเพื่อพบสามีของเธอ มอลลี บราวน์ นั้นเป็นที่ยอมรับในวงสังคมชั้นสูงว่าเป็นเศรษฐีใหม่ แต่ทว่าเธอเองก็ยังคงไม่รับการยอมในสังคมชั้นสูงในเดนเวอร์

มอลลี บราวน์ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากขึ้นในฐานะ วีรสตรี ซึ่งในตอนนั้นความเท่าเทียมระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงค่อนข้างเป็นไปในทางยาก แต่สำหรับบรานว์แล้วเธอเป็นหญิงสาวผู้มั่นใจในตัวเอง รวมถึงเป็นผู้หญิงแกร่งคนหนึ่งที่ออกหน้าช่วยเหลือคนที่ทุกข์ยาก ซึ่งในคืนที่ไททานิคจม เธอช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น การช่วยพายเรือชูชีพ, สละเสื้อบางส่วนให้กับหญิงสาวที่ไม่มีชุดกันหนาวใส่ เธอถูกยอมรับในการแสดงบทบาทความเข้มแข็ง รวมถึงยังเป็นคนสั่งให้ทุกคนร่วมกันพายเรือชูชีพไปยังเรือคาร์พาร์เทีย ด้วยวีรกรรมและความกล้าหาญของเธอนั้นได้ให้เธอได้รับการยอมรับและถูกยกย่องให้เป็นวีรสตรีคนหนึ่ง ภายหลังจากนั้นชีวิตของเธอรุ่งเรืองมากขึ้นจนถึงขั้นมีการเสนอชื่อเธอเข้าชิงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาเลยทีเดียว

ผู้รอดชีวิตจากเรือไททานิก

 

บุคคลที่รอดชีวิตบางคนที่น่ากล่าวถึงคือ เจ. บรูซ อิสเมย์ กรรมการผู้จัดการไวต์สตาร์ ผู้คนส่วนใหญ่ต่างสงสัยกันว่าอิสเมย์รอดมาได้อย่างไรทั้ง ๆ ที่ผู้ชายส่วนใหญ่เสียชีวิตหมดเนื่องจากสละที่นั่งให้แก่สตรีและเด็ก ชีวิตในช่วงหลังของอิสเมย์ต้องล้มละลายทางเกียรติยศเพราะสังคมตราหน้าว่าเขารอดมาได้เพราะแย่งที่ของสตรีและเด็ก บางคนก็พูดกันว่าอิสเมย์พรางตัวเป็นหญิงเพื่อลงเรือ แต่อิสเมย์ชี้แจงว่าตนลงเรือชูชีพลำสุดท้าย เมื่อเห็นยังมีที่ว่างจึงได้ลงเรือไปและก็ไม่ได้พรางตัวเป็นสตรีแต่อย่างใด

มอลลี บราวน์ Molly Brown ซึ่งเป็นพวกเศรษฐีใหม่ที่เดินทางไปกับเรือไททานิก เมื่ออยู่ในเรือ ชูชีพนางบราวน์ได้แสดงความเข้มแข็งและกล้าหาญ ในสภาพที่ทุกคนหมดเรี่ยวแรง เธอได้แสดงบทบาทผู้นำโดยให้สั่งคนในเรือช่วยกันพายเรือมุ่งไปยังเรือคาร์เพเทีย และพยายามช่วยคนที่ตกน้ำ หลังจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ชีวิตของนางบราวน์ก็รุ่งเรืองขึ้น จากเดิมที่สังคมชั้นสูงในเมืองเดนเวอร์ไม่ยอมรับเธอ แต่จากวีรกรรมอันกล้าหาญทำให้เธอก้าวไปไกลถึงขนาดได้รับเสนอการชื่อให้เข้าชิงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาทีเดียว รวมทั้งยังมีผู้นำเรื่องราวของเธอไปสร้างเป็นภาพยนตร์ แต่อย่างไรก็ดี ในบั้นปลายของชีวิต เธอก็เปลี่ยนไปกลายเป็นคนที่ค่อนข้างเห็นแก่ตัว  ไม่มีลูกเรือ ไททานิก ที่รอดชีวิตคนใดก้าวไปถึงตำแหน่งกัปตันเรือ  จากนั้น ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1985 ซากเรือไททานิกได้ถูกค้นพบเมื่อต้นปี ค.ศ. 1997 เอดิท ไฮส์แมน ผู้รอดชีวิตจากเรือไททานิกที่มีอายุมากที่สุดเสียชีวิตลง เธออยู่ในเหตุการณ์เมื่ออายุ 15 ปีและเสียชีวิตลงเมื่ออายุได้ 100 ปี และผู้ที่รอดชีวิตรายสุดท้ายจากเหตุการณ์เรือไททานิกอับปาง คือ มิลล์วินา ดีน Millvina Dean ชาวอังกฤษ ซึ่งเธอได้เสียชีวิตลงเมื่อ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 2009 รวมอายุได้ 97 ปี ซึ่งในขณะเกิดเหตุ เธอมีอายุเพียง 9 สัปดาห์เท่านั้น