ไวท์สตาร์ไลน์ ผู้ก่อสร้าง “ไททานิค”

เรือไททานิค (RMS Titanic) ถือว่าเป็นเรือที่หรูหราที่สุดในยุคนั้น ถูกขนานนามว่าเป็น “พระราชวังลอยน้ำ” เนื่องด้วยการตกแต่ง ศิลปะต่างๆยุควิกตอเรีย แต่น่าเสียดายที่มันอยู่ได้ไม่ยาวนานเท่าไหร่นัก เรือไททานิค ถูกสร้างโดย บริษัท ไวต์สตาร์ไลน์  (White Star Line) เป็นบริษัทสายการเดินเรือที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอังกฤษ ธุรกิจของไวต์สตาร์ไลน์  ซบเซาอย่างมากหลังจากการจมของไททานิค ในวันที่ 15 เมษายน 1912 จากการที่บริษัทโดยฟ้องเรียกค่าเสียหายต่างๆ จากญาติผู้เสียชีวิต และการถูกโจมตีอย่างหนักจากสื่อมวลชน ในเรื่องของความปลอดภัยในการเดินเรือ

ไวต์สตาร์ไลน์ ถือกำเนิดขึ้นราวๆ ปี 1850 ซึ่งในยุคนั้นการเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกนั้นมีการแข่งขันการอย่างมากมาย โดยไวต์สตาร์ไลน์ ตั้งขึ้นเพื่อสร้างเรือโดยสารทางเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก จากยุโรปไปยังอเมริกา ต่อมา ทอมัส อิสเมย์ ซื้อกิจการไวต์สตาร์ไลน์ ร่วมกับ เซอร์เอ็ดเวิร์ด ฮาร์แลนด์ นักธุรกิจผู้มั่งคั่งชาวอังกฤษ ต่อมา ทอมัส มอบกิจการให้แก่ลูกชายคนโต  เจ. บรูซ อิสเมย์ ซึ่งเขาเองจุดประกายในการสร้างเรือโดยสารขนาดใหญ่ เพื่อร่วมแข่งขันกับสายการเดินเรืออีกแห่งหนึ่งชื่อว่า “คูนาร์ด (Cunard Line)”

ในช่วงปี 1858 – 1900 ไวต์สตาร์ไลน์มีเรือโดยสารที่มีความเร็วที่สุด 4 ลำ เป็นเรือตระกูลโอเซียนิก ซึ่งสร้างขึ้นในยุคแรกๆ อาทิเช่น RMS Oceanic, RMS Atlantic, RMS Baltic, SS Republic ต่อมาในช่วงปี 1902 เจ.พี.มอร์แกน นักธุรกิจชาวอเมริกันได้ซื้อกิจการของไวต์สตาร์ไลน์ โดย เจ.บรูซ.อิสเมย์ ยังคงมีบทบาทในสายการเดินเรือโดยเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัท หลังจากนั้นไวต์สตาร์ไลน์จึงมีโครงการสร้างเรือตระกูลโอลิมปิกขึ้นในช่วงปี 1907

 

การออกเดินทางครั้งแรกและครั้งสุดท้าย

  อาร์เอ็มเอสไททานิค ถูกปล่อยลงน้ำครั้งแรกในวันที่ 31 พฤษภาคม 1911 และมีเวลาในการต่อเติมส่วนต่างๆของเรือเป็นเวลา 1 ปี จนแล้วเสร็จในวันที่ 2 เมษายน 1912 และมีประกาศการจำหน่ายตั๋ว รวมถึงการโปรโมทความหรูหราต่างๆภายในตัวเรือซึ่งมีบุคคลสำคัญในสมัยนั้นร่วมออกเดินทางครั้งนี้ด้วย โดยการเดินเรือ จุดเริ่มต้นคือเมืองเซาท์แทมตัน ประเทศอังกฤษ เดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจุดหมายปลายทางคือ นครนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนใหญ่แล้วผู้โดยสารชั้นสามจุดมุ่งหมายของพวกเขาคือ การไปเริ่มต้นชีวิตใหม่

วันที่ 10 เมษายน 1912 เรือมีกำหนดออกเดินทางเวลา 12.00 น. ซึ่งเป็นเที่ยวปฐมฤกษ์ของเรือลำนี้โดยมีบุคคลสำคัญมากมาย เช่น เจ. บรูซ อิสเมย์ ผู้จัดการบริษัทไวท์สตาร์ไลน์, โทมัสแอนดรูวส์ วิศวกรผู้ออกแบบเรือ, เจ. พี มอร์แกน เจ้าของไวต์สตาร์ โดยมีกัปตัน เอ็ดเวิร์ด จอห์น สมิธ เป็นกัปตันเรือไททานิค ซึ่งเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของเขาก่อนเกษียณอายุ โดยมีผู้โดยสารทั้งหมด 2,200 ชีวิตบนเรือโดยเรือได้มุ่งหน้าแวะรับผู้โดยสารที่ เมืองแชร์บูร์ก ประเทศฝรั่งเศส

วันที่ 11 เมษายน 1912 เรือออกจากท่าเรือควีนส์ทาวน์ ไอร์แอลนด์ มุ่งหน้าไปยังนครนิวยอร์ก

วันที่ 12 -13 เมษายน 1912 เรือแล่นท่ามกลางอากาศปลอดโปร่ง ด้วยความเร็ว 22 น็อต ผู้โดยสารกำลังสนุกกับการชมเรือ และรื่นเริงกับความหรูหราของเรือ

วันที่ 14 เมษายน 1912 มีกำหนดการซ้อมลงเรือชูชีพ แต่กำหนดการนี้ถูกยกเลิกไป เวลาราวๆ 13.00 น. เจ้าหน้าที่วิทยุได้รับโทรเลขแจ้งเตือนเรื่องก้อนน้ำแข็งที่ขวางเส้นทางการเดินเรือ แต่เนื่องจากมีผู้โดยสารจำนวนมากทำให้เจ้าหน้าที่ส่งเรื่องถึงกัปตันสมิธล่าช้า จากการรายงานระบุว่ามีเรือที่ส่งโทรเลขแจ้งเรื่องภูเขาน้ำแข็งให้กับไททานิคถึง 7 ลำ ซึ่งเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของเรือก่อนจะชนกับภูเขาน้ำแข็ง

ส่วนประกอบภายในตัวเรือ จำนวนประเภทชั้นโดยสาร

  หลังจากที่ก่อสร้างแล้วเสร็จในวันที่ 2 เมษายน 1912 อาร์เอ็มเอสไททานิค ก็เตรียมตัวออกเดินทางในวันที่ 10 เมษายน 1912 ซึ่งตัวเรือสามารถบรรจุผู้โดยสารทั้งหมดได้ถึง 2,435 คน ตัวเรือมีความจำนวนทั้งหมด 9 ชั้นถูกแบ่งออกเป็นชั้นโดยสารทั้งหมด 3 ชั้นโดยสาร คือ ชั้นหนึ่ง, ชั้นสอง, ชั้นสาม ซึ่งแต่ละชั้นจะมีราคาโดยสารที่แตกต่างกัน

ชั้นหนึ่ง (First Class)ชั้นโดยสารนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือห้องธรรมดาและห้องชุดพิเศษ ซึ่งมีราคาโดยสารที่สูงมาก โดยจะเริ่มต้นที่ 26 ปอนด์ (ราว 122,000 บาทในปัจจุบัน) จนถึงมีราคาที่ถูกซื้อแพงที่สุดคือ 512 ปอนด์ หรือ 2.4 ล้านบาทในปัจจุบัน โดยครอบครัวเศรษฐี ซึ่งผู้โดยสารชั้นนี้ส่วนมากแล้วจะเป็นนักธุรกิจเหมืองแร่ ผู้โดยสารสังคมชั้นสูง รวมถึงเชื้อราชวงศ์ บริเวณของผู้โดยสารชั้นหนึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในชั้น A , B , C, D และบางส่วนของชั้น Eภายในถูกออกแบบอย่างหรูหรา ห้องพักที่ถูกออกแบบหลายสไตล์ ห้องทานอาหารพร้อมวงดนตรีไวโอลีน ห้องออกกำลังกาย รวมถึงพื้นที่พักผ่อนสำหรับผู้โดยสารชั้นหนึ่งโดยเฉพาะ

ชั้นสอง (Second class) ในชั้นโดยสารนี้จะอยู่บริเวณชั้น E ซึ่งมีราคาเริ่มต้นที่ 10-16 ปอนด์หรือ 49,500-75,000 บาทในปัจจุบัน โดยภายในจะเป็นเหมือนโรงแรมระดับ 5 ดาว มีห้องพักหรูมีสภาพไม่อึดอัดมีเฟอร์นิเจอร์หรูในสมัยนั้น รวมถึงถูกแบ่งมีห้องนั่งเล่นส่วนตัวขึ้นอยู่กับราคาตั๋ว โดยผู้โดยสารชั้นนี้ส่วนใหญ่จะเป็น นักธุรกิจขนาดเล็ก , พนักงานบริษัท , ข้าราชการ เป็นต้น

ชั้นสาม (Third class) เป็นชั้นโดยสารที่มีราคาตั๋วถูกที่สุด ซึ่งราคาตั๋วจะมีราคาที่แตกต่างกันไปโดยส่วนมากจะอยู่ที่ 3-9 ปอนด์ หรือราว 14,900-42,000 บาท ซึ่งถือว่าถูกที่สุดในตอนนั้น ชั้นสามจะถูกบริเวณชั้น F และ G ซึ่งเกือบอยู่ใต้ท้องเรือ ผู้โยสารชั้นนี้จะถูกจำกัดสิทธิ์ต่างๆมากมาย ทั้งในการใช้ลิฟต์รวมถึงการขึ้นดาดฟ้าเรือรวมถึงห้องนอนที่แคบและต้องนอนร่วมกับผู้โดยสารคนอื่นๆ ซึ่งห้องนอนที่ถูกที่สุดจะอยู่บริเวณท้ายเรือ