เจ. บรูซ อิสเมย์

เจ. บรูซ อิสเมย์ อีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่ร่วมก่อตั้งเรือ ไททานิค และร่วมเดินทางไปกับเรือไททานิคในช่วงนั้น เขาเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งที่รอดชีวิตในวันที่ไททานิคอัปบางลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกในปี 1912 เจ. บรูซ อิสเมย์ คือบุตรชายคนโตของ ทอมัส อิสเมย์ ผู้บริหารบริษัทไวท์ สตาร์ไลน์ หลังจากที่ทอมัส ยกกิจการให้ เจ. บรูซ อิสเมย์ ดูแลกิจการต่อจากพ่อของเขา โดยเขาเป็นผู้ริเริ่มการสร้างโครงการเรือตระกูลโอลิมปิก โดยเรือลำแรกคือ RMS Olympic สร้างเสร็จในปี 1910 แต่ทว่าโอลิมปิกไม่ใช่เรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก กลายเป็นเรืออีกลำหนึ่งสร้างเสร็จก่อซึ่งเป็นเรือของสายการเดินเรือคูนาร์ด ไลน์ คู่แข่งเจ้าสำคัญของไวท์ สตาร์ไลน์

เจ. บรูซ อิสเมย์ นับว่าเป็นเศรษฐีที่มั่งคั่งที่สุดในสมัยนั้นเพราะ รับช่วงต่อกิจการเดินเรือจากพ่อของเขาซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้เขาอย่างมหาศาลในตอนนั้น ต่อมาในปี 1912 เรือโดยสารลำที่ 2 อย่าง ไททานิค สร้างแล้วเสร็จและมันเป็นเรือที่หรูหราที่สุดและใหญ่ที่สุดในยุคนั้น นั้นทำให้เขารับรายได้จาดตั๋วที่ขายหลายล้านปอนด์ในตอนนั้น โดยเฉพาะตั๋วของผู้โดยสารชั้นหนึ่งที่ส่วนใหญ่เป็น มหาเศรษฐี นักธุรกิจ ชนชั้นสูง ซึ่งในวันที่ 10 เมษายน 1912 เขาออกเดินทางร่วมกับผู้โดยสารในเรือไททานิคด้วย

วันที่ 15 เมษายน 1912 เวลา 02.40 น. ไททานิคจมลงสู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติกหลังจากชนกับภูเขาน้ำแข็ง ส่วนใหญ่บุคคลสำคัญที่เดินทางไปกับเรือจะเสียชีวิต แต่ เจ. บรูซ อิสเมย์ รอดชีวิตซึ่งหลังจากเหตุสอบสวนมีผู้รอดชีวิตระบุว่า เขาต้องการทำสถิติใหม่และอยากให้ไททานิคเดินทางถึงนิวยอร์กก่อนกำหนด หลังจากเหตุการณ์นั้นส่งผลให้เขากลายเป็นบุคคลล้มละลายและถูกสังคมตราหน้าว่า เห็นแก่ตัว

ผู้รอดชีวิตจากเรือไททานิก

 

บุคคลที่รอดชีวิตบางคนที่น่ากล่าวถึงคือ เจ. บรูซ อิสเมย์ กรรมการผู้จัดการไวต์สตาร์ ผู้คนส่วนใหญ่ต่างสงสัยกันว่าอิสเมย์รอดมาได้อย่างไรทั้ง ๆ ที่ผู้ชายส่วนใหญ่เสียชีวิตหมดเนื่องจากสละที่นั่งให้แก่สตรีและเด็ก ชีวิตในช่วงหลังของอิสเมย์ต้องล้มละลายทางเกียรติยศเพราะสังคมตราหน้าว่าเขารอดมาได้เพราะแย่งที่ของสตรีและเด็ก บางคนก็พูดกันว่าอิสเมย์พรางตัวเป็นหญิงเพื่อลงเรือ แต่อิสเมย์ชี้แจงว่าตนลงเรือชูชีพลำสุดท้าย เมื่อเห็นยังมีที่ว่างจึงได้ลงเรือไปและก็ไม่ได้พรางตัวเป็นสตรีแต่อย่างใด

มอลลี บราวน์ Molly Brown ซึ่งเป็นพวกเศรษฐีใหม่ที่เดินทางไปกับเรือไททานิก เมื่ออยู่ในเรือ ชูชีพนางบราวน์ได้แสดงความเข้มแข็งและกล้าหาญ ในสภาพที่ทุกคนหมดเรี่ยวแรง เธอได้แสดงบทบาทผู้นำโดยให้สั่งคนในเรือช่วยกันพายเรือมุ่งไปยังเรือคาร์เพเทีย และพยายามช่วยคนที่ตกน้ำ หลังจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ชีวิตของนางบราวน์ก็รุ่งเรืองขึ้น จากเดิมที่สังคมชั้นสูงในเมืองเดนเวอร์ไม่ยอมรับเธอ แต่จากวีรกรรมอันกล้าหาญทำให้เธอก้าวไปไกลถึงขนาดได้รับเสนอการชื่อให้เข้าชิงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาทีเดียว รวมทั้งยังมีผู้นำเรื่องราวของเธอไปสร้างเป็นภาพยนตร์ แต่อย่างไรก็ดี ในบั้นปลายของชีวิต เธอก็เปลี่ยนไปกลายเป็นคนที่ค่อนข้างเห็นแก่ตัว  ไม่มีลูกเรือ ไททานิก ที่รอดชีวิตคนใดก้าวไปถึงตำแหน่งกัปตันเรือ  จากนั้น ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1985 ซากเรือไททานิกได้ถูกค้นพบเมื่อต้นปี ค.ศ. 1997 เอดิท ไฮส์แมน ผู้รอดชีวิตจากเรือไททานิกที่มีอายุมากที่สุดเสียชีวิตลง เธออยู่ในเหตุการณ์เมื่ออายุ 15 ปีและเสียชีวิตลงเมื่ออายุได้ 100 ปี และผู้ที่รอดชีวิตรายสุดท้ายจากเหตุการณ์เรือไททานิกอับปาง คือ มิลล์วินา ดีน Millvina Dean ชาวอังกฤษ ซึ่งเธอได้เสียชีวิตลงเมื่อ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 2009 รวมอายุได้ 97 ปี ซึ่งในขณะเกิดเหตุ เธอมีอายุเพียง 9 สัปดาห์เท่านั้น