โทมัส แอนดรูว์

โทมัส แอนดรูว์ เป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งที่ร่วมเดินทางไปกับเรือไททานิค โทมัส เป็นที่รู้จักในฐานะวิศวกรอาวุโสที่อู่ต่อเรือฮาร์แลนด์แอนด์วูล์ฟ เขาเป็นผู้ออกแบบเรือโดยสารมากมาย รวมถึงเรือไททานิคด้วย ซึ่งเขาออกแบบโครงสร้างเรือ ไททานิค และเป็นเรือลำเดียวที่เขากล่าวว่าเป็นการออกแบบเรือโดยสารที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่เขาออกแบบมา

ในช่วงชีวิตเขานั้นเขาได้ศึกษาและออกแบบ การต่อเรือที่อู่ต่อเรือฮาร์แลนด์แอนด์วูลฟ์ ซึ่งเขาเองสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและได้สอบผ่านการออกแบบเรือ ต่อมาเขาได้ทำงานเป็นสถาปนิกที่กรมทหารเรือของอังกฤษ เขาสามารถทำงานเพียง 6 ปีจนได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งหัวหน้าวิศกรออกแบบในที่สุด ด้วยความสามารถและความอัจริยะของเขาทำให้เขาเป็นที่ยอมรับในฐานะวิศวกรที่เก่งที่สุดในตอนนั้น ต่อมาในปี 1908 เขาได้ออกแบบเรือลำแรกของตระกูลโอลิมปิก อย่าง อาร์เอ็มเอส โอลิมปิก และสร้างเสร็จในปี 1910 รวมถึงเขาได้ออกแบบ อาร์เอ็มเอส ไททานิค ด้วย และในเที่ยวปฐมฤกษ์ของไททานิคนั้นเขาก็ร่วมเดินทางกับเรือด้วย

ในคืนวันที่ 14 เมษายน 1912 เวลา 23.45 น. ไททานิคชนกับภูเขาน้ำแข็งซึ่ง โทมัสเองไม่ได้เห็นตอนเรือชนแต่เขารู้สึกได้ว่าเรือกระแทกกับอย่างบางที่แรงมาก ต่อมาเขาระบุว่าเรือออกแบบมาให้ลอยลำอยู่ได้หาก 4 ห้องเครื่องแรกถูกน้ำท่วม แต่น้ำท่วมไปถึง 6 ห้อง ซึ่งเขาบอกด้วยว่า เรือต้องจมอย่างแน่นอนในอีก 2 ชั่วโมง โทมัส เป็น 1 ใน 1,500 รายที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ไททานิคจม ก่อนหน้านี้มีการกล่าวว่าในระหว่างที่สร้างเรือนั้นทาง เจ. บรูซ อิสเมย์ ให้ลดจำนวนเรือชูชีพจาก 32 ลำ เหลือ 20 ลำ ทำให้ไม่เพียงพอกับผู้โดยสาร 2,200 ชีวิต

มอลลี บราวน์

มอลลี บราวน์ หรือ มาร์กาเล็ต บราวน์ เป็นเศรษฐีนีใหม่ผู้เป็นที่รู้จักในวงสังคมชั้นสูงในสมัยนั้น เธอร่วมเดินทางไปกับเรือไททานิคที่โด่งดัง มอลลี บราวน์ เกิดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ปี 1867 นามสกุลเดิมคือ โทบิน แต่เดิมฐานะครอบครัวของเธอไม่ได้ร่ำรวยมากนัก จนกระทั่งเธอได้มีโอกาสแต่งงานกับเศรษฐีนักธุรกิจเหมืองแร่ที่อเมริกา และใช้นามสกุลใหม่ว่า บราวน์ หลังจากที่แต่งงานได้ไม่นานเธอเองก็ได้ร่วมเดินทางไปกับเรือไททานิค เดินทางไปยังนิวยอร์กเพื่อพบสามีของเธอ มอลลี บราวน์ นั้นเป็นที่ยอมรับในวงสังคมชั้นสูงว่าเป็นเศรษฐีใหม่ แต่ทว่าเธอเองก็ยังคงไม่รับการยอมในสังคมชั้นสูงในเดนเวอร์

มอลลี บราวน์ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากขึ้นในฐานะ วีรสตรี ซึ่งในตอนนั้นความเท่าเทียมระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงค่อนข้างเป็นไปในทางยาก แต่สำหรับบรานว์แล้วเธอเป็นหญิงสาวผู้มั่นใจในตัวเอง รวมถึงเป็นผู้หญิงแกร่งคนหนึ่งที่ออกหน้าช่วยเหลือคนที่ทุกข์ยาก ซึ่งในคืนที่ไททานิคจม เธอช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น การช่วยพายเรือชูชีพ, สละเสื้อบางส่วนให้กับหญิงสาวที่ไม่มีชุดกันหนาวใส่ เธอถูกยอมรับในการแสดงบทบาทความเข้มแข็ง รวมถึงยังเป็นคนสั่งให้ทุกคนร่วมกันพายเรือชูชีพไปยังเรือคาร์พาร์เทีย ด้วยวีรกรรมและความกล้าหาญของเธอนั้นได้ให้เธอได้รับการยอมรับและถูกยกย่องให้เป็นวีรสตรีคนหนึ่ง ภายหลังจากนั้นชีวิตของเธอรุ่งเรืองมากขึ้นจนถึงขั้นมีการเสนอชื่อเธอเข้าชิงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาเลยทีเดียว

เจ. บรูซ อิสเมย์

เจ. บรูซ อิสเมย์ อีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่ร่วมก่อตั้งเรือ ไททานิค และร่วมเดินทางไปกับเรือไททานิคในช่วงนั้น เขาเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งที่รอดชีวิตในวันที่ไททานิคอัปบางลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกในปี 1912 เจ. บรูซ อิสเมย์ คือบุตรชายคนโตของ ทอมัส อิสเมย์ ผู้บริหารบริษัทไวท์ สตาร์ไลน์ หลังจากที่ทอมัส ยกกิจการให้ เจ. บรูซ อิสเมย์ ดูแลกิจการต่อจากพ่อของเขา โดยเขาเป็นผู้ริเริ่มการสร้างโครงการเรือตระกูลโอลิมปิก โดยเรือลำแรกคือ RMS Olympic สร้างเสร็จในปี 1910 แต่ทว่าโอลิมปิกไม่ใช่เรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก กลายเป็นเรืออีกลำหนึ่งสร้างเสร็จก่อซึ่งเป็นเรือของสายการเดินเรือคูนาร์ด ไลน์ คู่แข่งเจ้าสำคัญของไวท์ สตาร์ไลน์

เจ. บรูซ อิสเมย์ นับว่าเป็นเศรษฐีที่มั่งคั่งที่สุดในสมัยนั้นเพราะ รับช่วงต่อกิจการเดินเรือจากพ่อของเขาซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้เขาอย่างมหาศาลในตอนนั้น ต่อมาในปี 1912 เรือโดยสารลำที่ 2 อย่าง ไททานิค สร้างแล้วเสร็จและมันเป็นเรือที่หรูหราที่สุดและใหญ่ที่สุดในยุคนั้น นั้นทำให้เขารับรายได้จาดตั๋วที่ขายหลายล้านปอนด์ในตอนนั้น โดยเฉพาะตั๋วของผู้โดยสารชั้นหนึ่งที่ส่วนใหญ่เป็น มหาเศรษฐี นักธุรกิจ ชนชั้นสูง ซึ่งในวันที่ 10 เมษายน 1912 เขาออกเดินทางร่วมกับผู้โดยสารในเรือไททานิคด้วย

วันที่ 15 เมษายน 1912 เวลา 02.40 น. ไททานิคจมลงสู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติกหลังจากชนกับภูเขาน้ำแข็ง ส่วนใหญ่บุคคลสำคัญที่เดินทางไปกับเรือจะเสียชีวิต แต่ เจ. บรูซ อิสเมย์ รอดชีวิตซึ่งหลังจากเหตุสอบสวนมีผู้รอดชีวิตระบุว่า เขาต้องการทำสถิติใหม่และอยากให้ไททานิคเดินทางถึงนิวยอร์กก่อนกำหนด หลังจากเหตุการณ์นั้นส่งผลให้เขากลายเป็นบุคคลล้มละลายและถูกสังคมตราหน้าว่า เห็นแก่ตัว

เอ็ดเวิร์ด จอห์น สมิธ กัปตันไททานิค

เอ็ดเวิร์ด จอห์น สมิธ หรือ เอ็ดเวิร์ด สมิธ เป็นกัปตันเรือโดยสารที่มีชื่อเสียงมากในสมัยซึ่งเขาก็ได้เป็นกัปตันเรืออาร์เอ็มเอส ไททานิค ที่มีชื่อเสียงอีกด้วย เอ็ดเวิร์ด สมิธ หรือชื่อย่อของเขา เอ็ดเวิร์ด เจ. สมิธ เกิดที่เมืองฮันลีย์ ประเทศอังกฤษในปี 1850 ซึ่งเขาเองได้เริ่มทำงานและใช้ชีวิตการเดินเรือตั้งแต่อายุได้ 13 ปี จนกระทั่งเขาได้รับตำแหน่งกัปตันเรือโดยสาร โดยมีข่าวลือว่า เจ. สมิทนั้นสอบไม่ผ่านตำแหน่งกัปตันถึง 2 ครั้ง จนกระทั้งเขาได้รับตำแหน่งกัปตันเรือโดยเขาเองได้เป็นกัปตันเรือที่มีชื่อเสียงหลายลำและเรือเดินโดยสารนับตั้งแต่ปลายคริสศักราช 1800 นับว่าเขามีประสบการณ์กัปตันถึง 26 ปี เขาสามารถพาผู้โดยสารเดินทางโดยเรือเดินสมุทรนับไม่ถ้วนจนได้รับการยอมรับว่าเป็นกัปตันที่เก่งที่สุดและมีค่าตัวแพงที่สุดด้วย ประมาณว่าเขามีค่าตัวสูงถึง 10 ล้านปอนด์ในสมัยนั้น

เอ็ดเวิร์ด สมิธ ได้มีโอกาสเป็นกัปตันเรืออาร์เอ็มเอส โอลิมปิก เรือลำแรกในตระกูลโอลิมปิกของ ไวท์สตาร์ ไลน์ และในปี 1912 อาร์เอ็มเอส ไททานิค สร้างเสร็จและออกเดินทางครั้งแรกโดยได้ เอ็ดเวิร์ด สมิธ ซึ่งในตอนนั้นเขามีชื่อเสียงอย่างมากดำรงตำแหน่งฐานะกัปตันเรือซึ่งตอนนั้นเขาในวัย 62 ปี และการคุมตำแหน่งกัปตันเรือไททานิคนั้นเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายก่อนเขาจะเกษียรจากตำแหน่งกัปตัน ในวันที่ 15 เมษายน ปี 1912 อาร์เอ็มเอส ไททานิค อัปบางลงจากการชนภูเขาน้ำแข็งและมีผู้เสียถึง 1,500 ราย ส่วนกัปตันสมิธ นั้นก็เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ด้วย

คาร์พาร์เทีย เรือลำเดียวที่มองเห็น ไททานิค

การจมของเรือสำราญที่หรูหราที่สุดในยุคนั้นอย่าง ไททานิค ยังคงเป็นที่จดจำของผู้คนมาจนถึงทุกวันนี้ด้วยความที่เป็นเรือโดยสารที่มีความโดดเด่นและมีความหรูหราในสมัยนั้นเปรียบดั่งพระราชวังลอยน้ำทำให้ ไททานิค เป็นเรือโดยสารที่ยังคงเป็นที่จดจำในความทรงจำของคนรุ่นหลังๆ หากย้อนกลับไปในคืนวันที่ 15 เมษายน ปี 1912 คืนที่เรือโดยสารอย่าง อาร์เอ็มเอส ไททานิค อัปบางลงสู่ก้นมหาสมุทร ซึ่งเรือได้มีการขอความช่วยเหลือจากเรือต่างๆที่แล่นอยู่ในบริเวณนั้น ซึ่งเรือโดยสาร คาร์พาร์เทีย เป็นเรือลำเดียวที่ตอบกลับและเดินทางเข้ามาช่วยเหลือผู้โดยสารที่ยังตกค้างอยู่บนเรือ ในคืนที่ไททานิคกำลังจมนั้นมีเรือหลายลำได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือจากไททานิค ในคืนนั้นกล่าวว่า เรือแคลิฟอร์เนีย อยู่ใกล้ที่สุด แต่ทว่าไม่สามารถเดินทางมาได้เนื่องจากเรือถูกล้อมด้วยก้อนน้ำแข็ง สำหรับคาร์พาร์เทีย เป็นเรือลำเดียวที่ตอบกลับและเดินทางมาด้วยความเร็ว 17 น็อต ทั้งนี้ด้วยระยะทางและความเร็วทำให้คาร์พาร์เทียเดินทางมาถึงไททานิคในเวลา 4 ชั่วโมง หรือ 04.15 น. แต่เป็นที่น่าเศร้าเพราะว่า ไททานิค ได้อัปบางลงไปแล้วในเวลา 02.40 น. ซึ่งผู้โดยสารที่ยังเหลืออยู่บนเรือนั้นไม่สามารถทนความหนาวเย็นของมหาสมุทรได้และเสียชีวิตในเวลาต่อมา คาร์พาร์เทีย สามารถช่วยเหลือผู้โดยสารจาก ไททานิค ได้ทั้งหมด 780 คนและพาเดินทางไปถึงนิวยอร์กในวันที่ 18 เมษายน ปี 1912 ท่ามกลางความโศกเศร้าของผู้โดยสารและญาติผู้เสียชีวิต ซึ่งคาร์พาร์เทียก็ได้รับเหรียญกล้าหาญและยกย่องว่าเป็นเรือลำเดียวที่เดินทางผู้เหลือผู้ประสบภัย

การค้นพบซากเรือ ไททานิค

ไททานิค อัปบางลงนั้นเป็นสิ่งที่ช็อคคนทั้งโลกในตอนนั้น โดยเฉพาะชาวอังกฤษและอเมริกัน ที่บางคนต้องสูญเสียญาติผู้เป็นที่รักอย่างไม่มีวันกลับ หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นการสายการเดินเรือมีมาตรการเพิ่มความปลอดภัยกับสายการเดินเรือทุกลำ ทั้งจำนวนเรือช่วยชีวิต และวิทยุสื่อสาร ห้ามให้เรือลำใดปิดวิทยุสื่อสารเด็ดขาด ไททานิค เป็นภัยพิบัติทางเรือที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ เอดิท ไฮส์แมน ผู้รอดชีวิตจากเรือไททานิค เสียชีวิตลงในปี 1997 อายุ 100 ปี ซึ่งตอนนั้นเขามีอายุ 15 ปี และผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายชื่อว่า มิลล์วินา ดีน อายุ 97 ปี เธอเสียชีวิตลงในปี 2009 ซึ่งในตอนที่เรืออัปบางเธอมีอายุเพียง 9 สัปดาห์เท่านั้น

เรือไททานิค จมลงทางมหาสมุทรแอตแลนติดเหนือที่ความลึกประมาณ 4,200 เมตร ห่างจากชายฝั่งอเมริกาประมาณ 1,300 กิโลเมตร ซากเรือถูกค้นพบประมาณปี 1985 โดยทีมสารคดีและทีมสำรวจซากเรือโดยค้นพบที่ความลึกมาก โดยในช่วงแรกๆนั้นการสำรวจซากเรือยังไม่ละเอียดเท่าใดนัก ซึ่งจากการถกเถียงกันในปี 1912 ว่าเรือจมทั้งลำ หรือ เรือแตกเป็น 2 ส่วน ในปี 1985 ทีมงานคอนเฟิร์มว่าเรือจมลงไปทั้งลำ ต่อมาผู้กำกับชื่อดัง เจมส์ คาเมรอน ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง ไททานิค ปี 1997 ได้ลงไปสำรวจเรือด้วยตนเองซึ่งเขาใช้งบมหาศาลในการดำลงไปประมาณ 4 ชั่วโมง ทีมนักสำรวจพบซากท้ายเรือห่างออกไปประมาณ 500 เมตร ทำให้มีการระบุชัดเจนว่าเรือได้แตกเป็น 2 ส่วน และเรือก็จมจากจุดเดิมห่างออกไปเป็น 800 เมตร ในปี 2012 ได้มีการรำลึกครบรอบ 100 ปีการอัปบางของเรือได้มีการวางดอกไม้เพื่อรำลึกแก่ผู้เสียชีวิต