ภาพยนตร์ชุด ไททานิค

การอัปบางลงของไททานิคนั้นกลายเป็นเรื่องราวที่ชาวโลกต่างจดจำมากที่สุด โศกนาฏกรรมที่คนทั้งโลกไม่มีวันลืม เรื่องราวของไททานิคนำมาสร้างเป็น ละครเวที, ละครโทรทัศน์, ภาพยนตร์มากมาย โดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่อง ไททานิค ออกฉายในปี 1997 สามารถทำรายได้ทั่วโลกกว่า 2 พันล้านดอลลาห์ กวาดรางวัลออสการ์ถึง 11 รางวัล และความคลาสิคและเนื้อเรื่องรวมถึงการแจ้งเกิดนักแสดงนำอย่าง ลิโอนาโด ดริคาปริโอ และ เคท วินสเล็ต กลายเป็นคู่พระ-นางที่ฮ็อทที่สุดในตอนนั้น

โศกนาฏกรรมของเรือไททานิคถูกนำมาสร้างเป็นละครเวทีครั้งแรกประมาณปี 1929 โดยมีฉากหลังเป็นเรือไททานิคและเล่าเรื่องราวของผู้โดยสารมีการร้องเพลงประกอบต่างๆของละครเวที ต่อมาในปี 1943 ภาพยนตร์ชุดไททานิคถูกสร้างครั้งแรก และในปี 1953 สร้างโดยสตูดิโอ 20th FOX โดยมีการเพิ่มโปรดักชั่นให้ดีขึ้น ต่อมาในปี 1958 ไททานิคถูกสร้างขึ้นอีกครั้งโดย Paramont Picture ใช่ชื่อว่า A Night to Remember ซึ่งเป็นภาพยนตร์ขาว-ดำ และมีฉากที่สมจริงและอลังกาลกว่าเวอร์ชั่นที่ผ่านมา และได้รับคำวิจารณ์ที่ดีมากในความสมจริง ต่อมาในปี 1996 ไททานิคถูกสร้างขึ้นเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์ นำแสดงโดย แคทเทอรีน ซีตาร์ โจนส์ โดยฉากไททานิคมีการใช้ซีจีในการถ่ายทำ และ ในปี 1997 ไททานิค ถูกสร้างขึ้นอีกครั้งโดย 20th FOX ร่วมกับ Paramont Picture เขียนบทและกำกับโดย เจมส์ คาเมรอน ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ใช้โปรดักชั่นสูงมาก โดยมีการจำลองเรือไททานิคขนาดเท่าของจริงใช้ในการถ่ายทำผสมกับเทคนิคพิเศษ ทำให้เวอร์ชั่นนี้เป็นเวอร์ชั่นที่สมบูรณ์แบบที่สุด

ไวท์สตาร์ไลน์ ผู้ก่อสร้าง “ไททานิค”

เรือไททานิค (RMS Titanic) ถือว่าเป็นเรือที่หรูหราที่สุดในยุคนั้น ถูกขนานนามว่าเป็น “พระราชวังลอยน้ำ” เนื่องด้วยการตกแต่ง ศิลปะต่างๆยุควิกตอเรีย แต่น่าเสียดายที่มันอยู่ได้ไม่ยาวนานเท่าไหร่นัก เรือไททานิค ถูกสร้างโดย บริษัท ไวต์สตาร์ไลน์  (White Star Line) เป็นบริษัทสายการเดินเรือที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอังกฤษ ธุรกิจของไวต์สตาร์ไลน์  ซบเซาอย่างมากหลังจากการจมของไททานิค ในวันที่ 15 เมษายน 1912 จากการที่บริษัทโดยฟ้องเรียกค่าเสียหายต่างๆ จากญาติผู้เสียชีวิต และการถูกโจมตีอย่างหนักจากสื่อมวลชน ในเรื่องของความปลอดภัยในการเดินเรือ

ไวต์สตาร์ไลน์ ถือกำเนิดขึ้นราวๆ ปี 1850 ซึ่งในยุคนั้นการเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกนั้นมีการแข่งขันการอย่างมากมาย โดยไวต์สตาร์ไลน์ ตั้งขึ้นเพื่อสร้างเรือโดยสารทางเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก จากยุโรปไปยังอเมริกา ต่อมา ทอมัส อิสเมย์ ซื้อกิจการไวต์สตาร์ไลน์ ร่วมกับ เซอร์เอ็ดเวิร์ด ฮาร์แลนด์ นักธุรกิจผู้มั่งคั่งชาวอังกฤษ ต่อมา ทอมัส มอบกิจการให้แก่ลูกชายคนโต  เจ. บรูซ อิสเมย์ ซึ่งเขาเองจุดประกายในการสร้างเรือโดยสารขนาดใหญ่ เพื่อร่วมแข่งขันกับสายการเดินเรืออีกแห่งหนึ่งชื่อว่า “คูนาร์ด (Cunard Line)”

ในช่วงปี 1858 – 1900 ไวต์สตาร์ไลน์มีเรือโดยสารที่มีความเร็วที่สุด 4 ลำ เป็นเรือตระกูลโอเซียนิก ซึ่งสร้างขึ้นในยุคแรกๆ อาทิเช่น RMS Oceanic, RMS Atlantic, RMS Baltic, SS Republic ต่อมาในช่วงปี 1902 เจ.พี.มอร์แกน นักธุรกิจชาวอเมริกันได้ซื้อกิจการของไวต์สตาร์ไลน์ โดย เจ.บรูซ.อิสเมย์ ยังคงมีบทบาทในสายการเดินเรือโดยเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัท หลังจากนั้นไวต์สตาร์ไลน์จึงมีโครงการสร้างเรือตระกูลโอลิมปิกขึ้นในช่วงปี 1907

 

การสอบสวนสาเหตุของการจม

ในวันที่ 18 เมษายน 1912 เรือคาร์พาเทียช่วยเหลือผู้โดยสารที่รอดชีวิตและได้นำศพผู้เสียชีวิตมาด้วย เรือมาถึงนิวยอร์กซึ่งมีคนและญาติทั้งผู้รอดชีวิตและเสียชีวิตมารอฟังข่าวภัยพิบัติครั้งร้ายแรงที่สุด จากการสอบสวนระบุว่า ในคืนที่ ไททานิคจมนั้น เรือแคลิเฟอร์เนีย อยู่ใกล้ที่สุดและมองเห็นพลุขอความช่วยเหลือ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ของเรือแคลิเฟอร์เนีย ให้การว่าในคืนเกิดเหตุไม่สามารถแล่นเรือได้ เนื่องจากถูกล้อมด้วยน้ำแข็ง

นอกจากนี้จากการสอบปากคำของผู้โดยสารที่รอดชีวิตระบุว่า ในขณะที่ไททานิคกำลังอัปบางได้เห็นเรือปริศนาลำหนึ่งลอยลำอยู่ใกล้ซึ่งบ้างก็เชื่อว่านั้นคือ เรือแคลิเฟอร์เนีย แต่ก็ไม่สามารถระบุเป็นหลักฐานที่แน่ชัด อีกทั้งการจมของเรือมีการระบุว่าช่วงที่เรือจมนั้น เรือได้แตกเป็น 2 ท่อนและยังเป็นที่ถกเถียงกันมากในขณะนั้น ซึ่งเชื่อว่าเรือจมลงไปทั้งลำ แต่ทีมสารคดีซึ่งในปัจจุบันลงไปสำรวจซากเรือไททานิคพบว่ามันแตกออกเป็น 2 ท่อนจริง โดยพบส่วนท้ายเรือห่างออกไปราว 200 เมตร

เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 1,500 คน นับเป็นภัยพิบัติครั้งร้ายแรงครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเดินเรือ สำหรับผู้รอดชีวิตอย่าง เจ. บรูซ อิสเมย์ หนึ่งในผู้รอดชีวิตซึ่งตัวเขาเองหลังจากการสอบสวนพบว่าช่วงหลัง ชีวิตเขาต้องล้มละลาย ถูกสังคมตราหน้าว่าเห็นแก่ตัวซึ่งการที่เขารอดมาได้เพราะแย่งที่นั่งผู้หญิงและเด็ก แต่อิสเมย์แจ้งว่าเขาได้ลงเรือชูชีพลำสุดท้ายและบริเวณนั้นไม่มีผู้หญิงและเด็กเหลืออยู่แล้ว  รวมถึง มอลลี บราวน์เธอแสดงบทบาทผู้นำโดยให้สั่งคนในเรือช่วยกันพายเรือมุ่งไปยังเรือคาร์เพเทีย และพยายามช่วยคนที่ตกน้ำ หลังจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ชีวิตของบราวน์ก็รุ่งเรืองขึ้น และได้รับการยกย่องความกล้าหาญของเธอจนได้รับรางวัลเกียรติยศ

จุดเริ่มของเรือที่ไม่มีวันจม RMS TITANIC

  เรืออาร์เอ็มเอส ไททานิค เรือเดินสมุทรที่มีความหรูหราที่สุดในยุคนั้นและเป็นเรือสำราญที่มีความทรงจำต่างๆของผู้คนจนถึงปัจจุบันแม้ว่าจะผ่านมากว่า 100 ปีแล้วแต่เรื่องเล่าของโศกนาฏกรรมทางทะเลที่เลวร้ายที่สุดอีกเหตุการณ์หนึ่ง โดยก่อนจะเกิดเหตุการณ์เรือจมที่โด่งดังที่สุดนั้น เรือลำนี้ถูกสร้างขึ้นมาและตกแต่งราวกับราชวังเพื่อให้โดยสารมากมายในยุคนั้น

เรืออาร์เอ็มเอส ไททานิค(RMS TITANIC) เป็นเรือใน 3 ลำที่บริษัทไวท์สตาร์ไลน์ บริษัทต่อเรือและออกแบบเรือที่โด่งดังที่สุดในสมัยนั้น โดยบริษัทได้คิดโปรเจคดังกล่าวขึ้นมาโดยลำแรกถูกต่อขึ้นที่อู่ต่อเรือเมืองลิเวอร์พู ประเทศอังกฤษ ซึ่งมีชื่อว่า อาร์เอ็มเอส โอลิมปิก โดยออกเดินเรือในปี 1910 ต่อมาทางบริษัทได้ต่อเรือไททานิคขึ้นที่อู่ต่อเรือเมือง ลิเวอร์พู เช่นกันโดยการออกแบบของ โทมัสแอนดรูว์ นักออกแบบเรือในตอนนั้นซึ่งเขาเองก็ออกแบบเรือโปรเจคทั้ง 3 ลำ ได้แก่ โอลิมปิก ไททานิคและบริทานิค ซึ่งไททานิคเป็นเรือลำที่ 2 ของโปรเจคนี้ นับว่าเป็นการเปิดศักราชใหม่ของอุตสาหกรรมเดินเรือ เนื่องจากไททานิคเป็นเรือลำแรกที่สร้างด้วยโลหะ ตัวเรือมีความยาว 269 เมตร กว้าง 28 เมตร มีระวางน้ำที่ 46,328 ตัน แบ่งเป็นจำนวน 9 ชั้น มีปล่องควัน 4 ปล่อง เครื่องยนต์กระบอกสูบไอน้ำแบบ Triple Expansion ขับเคลื่อนโดยตรงกับใบจักรข้างซ้าย-ขวา ให้กำลัง 30,000 แรงม้า 75 รอบ/นาที และไอน้ำความดันต่ำที่ผ่านการใช้เครื่องยนต์กระสอบสูบทั้งสองชุดเข้าสู่เครื่องยนต์เทอร์ไบน์ขับเคลื่อนผ่านชุดเกียร์สู่ใบจักรกลาง ให้กำลัง 16,000 แรงม้า 165 รอบ/นาทีมีความเร็วสูงที่สุด 23 นอต เรือสร้างแล้วเสร็จในวันที่ 2 เมษายน ปี 1912 และเตรียมออกเดินทางในวันที่ 10 เมษายน ปี 1912